ดิฉันมองว่ายากที่จะเจาะจงไปค่ะว่าฝ่ายใดทำลายชาติ

จุดเริ่มน่าจะมาจากทัศนคติของคนไทย ที่ชอบอะไรสำเร็จรูป ชอบอะไรที่ได้มาง่ายๆโดยไม่ใช้ความพยายามมากนัก สังเกตุจากคำอวยพรก่อนจากว่า ขอให้โชคดี ต่างจากชาวญี่ปุ่น ที่มักอวยพรว่าพยายามเข้านะ หรือการสวดอ้อนวอนขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ตนประสบผลสำเร็จ แทนการพยายามด้วยตนเอง เป็นต้น

เมื่อคนคิดว่าสิ่งที่ได้มาง่าย เป็นสิ่งดี ก็มีคนเสนอสิ่งที่ได้มาง่ายๆให้ แล้วก็เผอิญ ผู้รับ มองแต่สิ่งหรือของที่ได้ แต่(1)มองไม่เห็นถึงสิ่ง หรือของที่คนทั้งชาติต้องจ่ายเพื่อให้เขาได้รับ หรือ(2)ต้องกตัญญูต่อผู้ให้ หรือ (3) เห็นทั้งรายรับและรายจ่าย แต่สนใจที่รายรับอันตนจับต้องได้ มากกว่ารายจ่ายโดยรวมซึ่งมองไม่เห็นเป็นรูปธรรม

ประกอบกับมีผู้ต้องการแก้ปัญหานี้อย่างรวดเร็ว โดยลืมไปว่าพื้นฐานอยู่ที่ทัศนคติของคนในชาติที่ยึดถือกันมาแต่ดั้งเดิม เมื่อไม่มีการแก้ทัศนคติตรงนี้ก่อน ก็ทำให้เกิดความไม่เห็นด้วย เกิดการแบ่งฝ่าย

อีกทั้งทัศนคติอันตรายที่เคยได้เห็นคือ "ทักษิณ กินแล้วคาย" คือเชื่อว่าทุกฝ่ายกินเหมือนกันหมด มีแต่ผู้ให้ที่ชื่อทักษิณที่กินแล้วเผื่อแผ่ให้ตนบ้าง คือมองว่าการคอรัปชั่นเป็นเรื่องถูกต้อง เมื่อถูก คนคนหนึ่งทำแล้วแบ่งปัน เขาจะผิดได้อย่างไร จุดนี้ก็เป็นทัศนคติอีกข้อที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งต้องแก้ไขกันตั้งแต่ในครอบครัว ปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ

ดิฉันมองว่าปัญหานี้แก้ได้ แต่ไม่ใช่ในเวลาอันสั้นค่ะ ต้องรอจนกว่าทัศนคติของคนในชาติจะเปลี่ยนไป

แต่ในขณะที่รอ ถ้าอีกฝ่ายไม่หยุดการให้ที่ไม่ถูกต้อง ฝ่ายผู้รับ ไม่หยุดการให้ที่ไม่ควรรับ คนที่เหลือ ก็คงต้องรับกรรม

มองว่าทางแก้คือ(1)เร่งการสร้างทัศนคติที่ถูกค่ะ โดย(2)ยึดหลักทางศาสนา (3)พยายามสนับสนุนรัฐบาลให้มีความมั่นคงก่อน เมื่อรัฐบาลมั่นคง การแก้ปัญหาน่าจะราบรื่นขึ้น และข้อสุดท้ายที่สำคัญมาก

คือ(4)ช่วยกันสรรเสริญพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้คนที่เคยได้รับสิ่งที่ได้อย่างไม่ถูกต้อง เห็นว่าสิ่งที่พระองค์ได้กระทำมาตลอดพระชนมชีพ คือผลประโยชน์ระยะยาว แม้เราอาจจับต้องอย่างเห็นได้ชัดไม่ได้ แต่เราทุกคนได้รับผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่นั้นไปชั่วลูกหลาน

เป็นมุมมองของดิฉันที่อาจไม่ถูกนักก็ได้นะคะ