วิธีการสอนแบบไฮสโคป
กระบวนการการจัดการเรียนรู้ควรเริ่มจากวางแผน การลงมือปฏิบัติจริง และการตรวจสอบทบทวน
การวางแผน (Plan)
คือ กระบวนการคิดของเด็กเกี่ยวกับเป้าหมายที่จะกําหนดการกระทําที่คาดหวัง การวางแผนของเด็กขึ้นอยู่กับอายุ ความสามารถทางการสื่อสาร และการใช้ภาษาของ เด็ก เด็กอาจวางแผนโดยการกระทําท่าทางหรือคําพูด การวางแผนมีความสําคัญเนื่องจากเป็นการสนับสนุนความคิด การเลือกและการตัดสินใจของเด็กที่ชัดเจน ส่งเสริมความรู้สึกเชื่อมั่นในตนเองของเด็ก และความรู้สึกในการควบคุมตนเอง ทําให้เด็กมีความสนใจการเล่นที่ได้วางแผนไว้ ส่งเสริมพัฒนาการการเล่น ที่มีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น
ในช่วงการวางแผนเด็กจะได้พัฒนาความสามารถในการสื่อถึงความตั้งใจ การวางแผนของเด็กอาจมีทั้ง แผนงานที่ไม่ชัดเจน คือ เด็กสามารถบอกได้เพียงว่าจะเลือกมุมใดแต่ยังไม่มีภาพในใจว่าต้องการทําอะไร แผนงานที่เป็นกิจวัตร คือ เด็กบอกได้ว่าจะเลือกเล่นมุมใด และมีภาพในใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสบการณ์หรือควรใช้วัสดุอุปกรณ์ในแต่ละมุมอย่างไร แผนงานที่มีความละเอียดชัดเจน คือ เด็กสามารถวางแผนงานที่มีความซับซ้อนซึ่งจะกล่าวถึงกิจกรรม กระบวนการ หรือวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นเป้าหมายหรือผลผลิต เด็กจะได้วางแผนที่หลากหลายตลอดเวลา ได้สร้างแผนงานจริงๆ ซึ่งเกิดขึ้นในขณะทํางาน
ครูสามารถสนับสนุนการวางแผนของเด็กได้โดยการสังเกตลักษณะแผนงานของเด็กแต่ละคน วางแผนกับเด็กอย่างใกล้ชิด จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ และประสบการณ์ที่ช่วยทําให้เด็กมีความสนใจในการวางแผนสนทนากับเด็กเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับแผนงานของเด็ก ทั้งนี้ วิธีที่เด็กใช้วางแผนอาจมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
การลงมือปฏิบัติจริง /การทํางาน (Do/Work time)
เป็นช่วงเวลาที่เด็กได้ลงมือกระทํา เล่น และแก้ปัญหาอย่างมีจุดมุ่งหมาย ตั้งอกตั้งใจ และได้เรียนรู้ตามประสบการณ์สําคัญ
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เด็กได้ลงมือปฏิบัติจริงตามสิ่งที่ตั้งใจไว้ ค้นพบความคิดใหม่ๆ เป็นช่วงที่เด็กต้องเลือกและตัดสินใจใช้วัสดุอุปกรณ์บริเวณและขั้นตอนในการเล่น ซึ่งทําให้เด็กเป็นผู้ทํางานอย่างจริงจัง เด็กได้การเล่นของเด็กคือความต้องการที่จะสํารวจ ทดลอง ประดิษฐ์ สร้างสรรค์และเลียนแบบ
ดังนั้น เมื่อเด็กได้ทำการวางแผน กิจกรรมจึงมีลักษณะทั้งการลงมือปฏิบัติจริงหรือการทํางานที่จริงจัง การเล่นที่มีความสนุกสนาน และการสร้างสรรค์อย่างเป็นธรรมชาติ
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เด็กได้มีส่วนร่วมในสังคมจากการวางแผนเล่นเป็นคู่หรือกลุ่ม หรือทํางานคนเดียวแต่ตระหนักถึงผู้อื่น และได้แก่ ปัญหาจากการทํางานที่เด็กจะพบว่ามีทั้งสิ่งที่เป็นไปตามที่เขาคาดหวังและปัญหา เขาจะค้นพบความรู้ใหม่ที่ทําให้เข้าใจความจริงเกี่ยวกับลักษณะกายภาพและสังคม การลงมือกระทําจากสิ่งที่เด็กริเริ่มและประสบการณ์ตรงทําให้เด็กได้ มีโอกาสสรรค์สร้างความรู้ด้วยตนเอง
บทบาทของครูคือการสังเกต เรียนรู้ และสนับสนุนการเล่นของเด็ก ในช่วงการทํางานครูสามารถค้นพบได้ว่าเด็กแต่ละคนมีวิธีการคิดและใช้เหตุผลอย่างไร มักจะเล่นกับใครเสมอๆ เด็กได้ใช้ความรู้อย่างไรในการแก้ปัญหา ซึ่งเป็นแนวทางให้ครูมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กตลอดวัน สิ่งที่เด็กปฏิบัติในช่วงเวลาของการทํางาน คือ การทําตามแผนงาน ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และทําให้แผนงานสมบูรณ์เด็กได้เล่นในบริบททางสังคมที่มีความหลากหลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งการเล่นแบบสํารวจ สร้างสรรค์ บทบาทสมมติ และเกม เด็กได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนและครูอย่างเป็นธรรมชาติ
ครูสามารถสนับสนุนเด็กในช่วงเวลาของการปฏิบัติงานจริงหรือการทํางานได้โดยการสังเกตลักษณะการทํางานของเด็กแต่ละคน จัดเตรียมบริเวณการทํางาน ค้นหาสิ่งที่เด็กกําลังทํา ได้แก่ สถานภาพของการเล่น ( การเริ่มต้น พฤติกรรมระหว่างที่กําลังทําเปลี่ยนแปลงหรือ แม้แต่ขั้นสุดท้าย ความเสร็จสมบูรณ์ของงานตามแผนงาน ) บริบททางสังคม (การเล่น เล่นอย่างไรคนเดียวหรือ เป็นคู่ หรือกลุ่ม ) รูปแบบการเล่น ( การสำรวจ การสร้างสรรค์ การเล่นบทบาทสมมติ การเล่นเกมการศึกษา ) และประสบการณ์สําคัญ ครูสังเกตเด็กเพื่ออํานวยความสะดวก มีส่วนร่วมในการเล่นกับเด็ก สนทนาและส่งเสริมการแก้ปัญหาของเด็ก พิจารณาปฏิสัมพันธ์จากสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว บันทึกการสังเกตเด็ก
การตรวจสอบทบทวน (Recall time)
ช่วงของการตรวจสอบทบทวนเป็นช่วงที่เด็กได้สะท้อน พูดคุย และนำเสนอเกี่ยวกับสิ่งที่ทําในช่วงการทํางาน ในกระบวนการวางแผนเด็กได้ตั้งเป้าหมาย และคาดเดาการกระทําล่วงหน้า ในกระบวนการทบทวนเด็กได้ทําความเข้าใจโดยการใช้ภาษา การอภิปราย และการวิเคราะห์เชื่อมโยงสะท้อนความคิดเกี่ยวกับการกระทําและประสบการณ์ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจและตีความสิ่งที่ได้ปฏิบัติ ได้ตระหนักถึงความเกี่ยวเนื่องจากการวางแผน การกระทํา และผลที่ได้รับ ได้พูดคุยกับผู้อื่นเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง เป็นโอกาสดีที่เด็กจะได้ฝึกการเล่าเรื่อง การบรรยาย เด็กจะได้ฝึกความสามารถในการแสดงให้ผู้อื่นเห็น และเข้าใจประสบการณ์ของตน ได้ตระหนักถึงสิ่งที่เป็นอดีต การทบทวนทําให้เด็กสะท้อนกลับไปยังเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ การกระทําซึ่งได้สำรวจหรือการปรับปรุงแผนงานที่วางไว้ และผลผลิตที่ได้รับในปัจจุบัน ทำให้เขาได้พิจารณาตั้งแต่อดีตซึ่งเป็นตัวชี้นําปัจจุบันและอนาคต นับเป็นทักษะที่นําไปใช้ได้ในชีวิต
ครูสามารถส่งเสริมเด็กในช่วงของการตรวจสอบทบทวนโดยการสังเกตการทบทวนของเด็กแต่ละคน ทบทวนกับเด็กในบรรยากาศที่สงบ อบอุ่น เช่น ทบทวนในกลุ่มอย่างใกล้ชิด ในการทบทวนครูควรช่วยกระตุ้นการระลึกประสบการณ์ของเด็ก จัดหาวัสดุอุปกรณ์ หรือประสบการณ์ที่ทําให้เด็กสนใจ เช่น การเยี่ยมชมตามมุมที่เด็กสร้างไว้ ใช้เกม เช่น เก้าอี้ดนตรีโดยให้เด็กที่ได้นั่งได้ทบทวนก่อน เป็นต้น ใช้เพื่อนร่วมงานหรืออุปกรณ์ร่วมด้วย หรืออาจใช้สัญลักษณ์ เช่น ละครใบ้ แผนภูมิ การวาดรูป เป็นต้น
การประเมิน (Assessment)
ในโปรแกรมไฮสโคป การประเมินถือเป็นงานโดยตรงของครูที่จะต้องตั้งใจปฏิบัติและเอาใจใส่อย่างเต็มที่ ครูไฮสโคปจะทํางานร่วมกันเป็นคณะ ในแต่ละวันครูทุกคนจะรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก
ข้อมูลนี้ได้จากการสังเกตและการมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กในกิจวัตรประจําวัน โดยครูจะจดบันทึกสั้นตามสิ่งที่เห็น(ด้วยการสังเกต)และได้ยินอย่างเที่ยงตรง(เห็นและได้ยินอย่างไรบันทึกอย่างนั้น) สมาชิกครูที่ร่วมกันสอนจะมีการวางแผนประจำวันร่วมกันก่อนที่เด็กจะมาถึงโรงเรียน หรือหลังจากที่เด็กกลับบ้าน หรือในขณะที่เด็กนอนพักผ่อนตอนกลางวัน ครูจะแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ได้จากการสังเกตเด็ก ทําการวิเคราะห์ข้อมูลในด้านประสบการณ์สําคัญ และเตรียมการวางแผนสำหรับวันต่อไป
จุดมุ่งหมายหลักของการประเมิน
คือ การประเมินคุณภาพของโปรแกรม และพัฒนาการเด็กซึ่งไฮสโคปได้สร้างแบบประเมินคุณภาพโปรแกรม (High/Scope Program Quality Assessment หรือ PQA) และแบบสังเกตบันทึกพฤติกรรมเด็ก (High/Scope Child Observation Record หรือ COR) มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1. แบบประเมินคุณภาพโปรแกรม (PQA)
ไฮสโคป ได้จัดทําแบบประเมินคุณภาพโปรแกรม (PQA) ประกอบด้วยมาตรฐานคุณภาพด้านต่างๆ เช่น ด้านการจัดห้องเรียน สื่อ วัสดุ ครุภัณฑ์ กิจวัตรประจําวัน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับเด็ก การวางแผน และการประเมินเป็นคณะ ความสัมพันธ์กับพ่อแม่ผู้ปกครองการฝึกอบรมครูระหว่างประจําการและการนิเทศ ในแต่ละด้านจะแยกออกเป็นข้อย่อย แต่ละข้อย่อยกําหนดเป็นระดับ 1-5 มีขั้นตอนการให้คะแนน PQA ดังนี้
ขั้นที่ 1 บันทึกข้อมูลสนับสนุน รวมทั้งรายการสื่อ วัสด เหตุการณ์สั้นๆ ที่ได้จากการสังเกต รวมทั้งจดบันทึกคําพูดของเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งการจดบันทึกนี้ จะต้องสั้น ตรง กระชับ เฉพาะเจาะจง เป็นจริงตามที่ครูและเด็กพูดหรือปฏิบัติ
ขั้นที่ 2 ขีดเส้นใต้ประโยค พยางค์ ข้อมูลที่สะท้อนให้เห็นคุณภาพโปรแกรม
ขั้นที่ 3 วงกลมระดับที่เหมาะสม ในแบบประเมินคุณภาพโปรแกรมปฐมวัย (PQA) ว่าอยู่ในระดับ 1, 2, 3, 4 หรือ 5
2. แบบสังเกตบันทึกพฤติกรรมเด็ก (COR)
COR เป็นเครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กที่ไฮสโคปสร้างขึ้นเพื่อนํามาใช้แทนแบบทดสอบซึ่งถือว่าไม่เหมาะสมกับเด็ก เครื่องมือชิ้นนี้ ไฮสโคปใช้กับเด็กอายุ 2 - 6 ปี โดยสังเกตเด็กขณะทํากิจกรรมปกติในแต่ละวัน ผู้ที่สังเกตจะต้องผ่านการฝึกอบรมการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมเพื่อที่จะสามารถใช้ COR ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แบบสังเกตบันทึกพฤติกรรมเด็ก (COR)
ช่วยให้ครูที่ทํางานอยู่ในโปรแกรมที่พัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมกับพัฒนาการ ได้สังเกตเด็ก และบันทึกพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกในกิจวัตรประจําวันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ COR จะช่วยชี้ให้เห็นทักษะและศักยภาพของเด็กแต่ละคน ทําให้ครูวางแผนการสอน และปรับสื่อการเรียนการสอน เทคนิควิธีการและกิจกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับความสนใจและความต้องการของเด็กเป็นรายบุคคล
รายการสังเกตใน COR มี 6 รายการ ตามประสบการณ์สำคัญในไฮสโคป คือ
1. การริเริ่ม (Initiative)
2. ความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Relations)
3. การนําเสนออย่างสร้างสรรค์ (Creative Representation)
4. ดนตรีและการเคลื่อนไหว (Music and Movement)
5. ภาษาและการรู้หนังสือ (Language and Literacy)
6. ตรรกและคณิตศาสตร์ (logic and Mathematics)
ส่วนการจัดการเรียนรู้แบบมอนเตอสเซอรี่
วิธีการสอนเริ่มจากสังเกตเด็ก ศึกษาพัฒนาการของเด็ก ความต้องการและความมั่นใจของเด็ก โดยมีแนวปรัชญาที่เชื่อมโยงทุกสิ่ง และคำนึงว่าเด็กทุกคนมีความสำคัญ
โดยมอนเตสซอรี่จะให้ความสำคัญกับสิ่งต่อไปนี้คือ
1) ห้วงเวลาหลักของชีวิต ความสนใจของเด็กจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุและพัฒนาการจากการสังเกตพบว่าเด็กดำเนินวิถีชีวิตไปในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือ เริ่มจากอยาก
เรียนรู้การกินด้วยตนเอง การเดิน การพูด และการสัมผัสสิ่งของจนกระทั่งอยากเรียน อ่าน คิดเลข และเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัว สิ่งที่ค้นพบทำให้ถึงขั้นพัฒนาการของเด็กที่แตกต่างกัน เด็กมีความรู้สึกอยากแสวงหาความรู้จากแหล่งที่แตกต่างกัน ช่วงเวลา
นี้สำคัญในการที่จะติดตามสิ่งที่เด็กสนใจ เรียกว่า “ช่วงเวลาหลักของชีวิต”
2) การให้เด็กได้ทำงานอย่างอิสระในสิ่งที่เด็กเลือกเนื่องจากความสนใจของเด็กเองเป็นแรงกระตุ้นที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ และจะช่วยให้เด็กมีสมาธิในการทำงานที่ตนเองสนใจ
ดังนั้นการให้เด็กได้ทำงานอย่างอิสระในสิ่งที่เขาเลือก สิ่งที่มุ่งหวังคือ ให้เด็กมีวิจารณญาณที่ดีต่อบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมได้ทำงานโดยไม่มีใครมารบกวนและทำงานตามความสนใจของตนเอง
3) การให้เด็กได้เรียนกิจกรรมต่าง ๆ และได้เคลื่อนไหว มอนเตสซอรี่ได้จัดอุปกรณ์ต่างๆ หลาหลายตามความสนใจ และวุฒิภาวะที่แตกต่างกันของเด็ก อุปกรณ์ของมอนเตส
ซอรี่มีทั้งส่วนที่ช่วยพัฒนาทางประสบการณ์ชีวิต วิชาการ และประสาทสัมผัส
4) การสอนจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมไปสู่นามธรรมดังนั้นอุปกรณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ อุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่ได้วางแผนมาให้ใช้ได้หลายรูปแบบ เช่น เด็กเล็กๆ อาจจะใช้
อุปกรณ์ประสาทสัมผัส และพัฒนาไปจนใช้อุปกรณ์เพียง 1 ชิ้นและในวัตถุประสงค์เดียวกันอาจใช้อุปกรณ์หลายชิ้น
5) การจัดอุปกรณ์จะต้องมีที่เฉพะสำ หรับวางอุปกรณ์ทุกอย่าง เด็กต้องเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อยเมื่อทำงานเสร็จ เด็กได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกับผู้อื่น รู้จักการรอโอกาสของตน เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ร่วมกัน
6) การจัดสิ่งแวดล้อมสำหรับเด็ก มอนเตสซอรี่จะจัดสิ่งแวดล้อมไว้สำหรับเด็ก เด็กจะได้รับความช่วยเหลือด้วยวิธีที่ถูกต้อง และเด็กจะรู้จักการพึ่งตนเองในการทำงานสิ่งที่ตน
สนใจโดยเฉพาะเด็กปกติจะสามารถทำอะไรได้มากมายเกินความคาดคิดของผู้ใหญ่ เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ควรให้การยอมรับนับถือแก่เด็กๆ ให้เด็กมีอิสระมีโอกาสแสดงความรับผิดชอบ เกิดความตระหนักในตนเอง เกิดการเรียนรู้โดยการซึมซับจากข้อมูลและ
สิ่งแวดล้อมรอบๆตัว
การจัดการเรียนการสอนแบบมอนเตสซอรี่
1) จุดมุ่งหมาย มอนเตสซอรี่กล่าวว่า เด็กมีสิทธิในการพัฒนาบุคลิกภาพของตนเองในการเรียน สิทธิที่จะมีอิสระในการทำกิจกรรม สำรวจโลกสำหรับตนเอง และเรียกร้องสิทธิในการที่จะมีสถาพการทำงานที่เหมาะสม โดยเด็กปกติในสิ่งแวดล้อมของมอนเตสซอรี่จะพัฒนาการเรียนรู้ในการทำงานด้วยตนเอง และ
ความรู้สึกถึงความรับผิดชอบมีวิธีการควบคุมตนเองให้ทำงาน
ได้สำเร็จ เรียนรู้ในการรับผิดชอบต่อตนเองเป็นเบื้องแรก และต่อสถานการณ์ต่างๆ ให้ค้นพบตัวเอง
2) หลักสูตร มอนเตสซอรี่มีความเชื่อว่าการที่เด็กได้เรียนรู้ตามความต้องการด้วยตนเอง และการซึมซับกรเรียนรู้จากสิ่งแวดล้อม จะทำให้เด็กได้รับสิ่งที่ต้องการ เด็กจะได้รับ
เสรีภาพในขอบเขตที่จำกัดจากสิ่งแวดล้อมที่ได้เตรียมไว้ และได้รับผลสำเร็จตามความต้องการของเด็กหลักสูตรพื้นฐานสำหรับเด็กอายุ 3 - 6 ปี แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1) การศึกษาทางด้านทักษะกลไก(Motor Education)
2) การศึกษาทางด้านสัมผัส (Educationof the Senses)
3) การเตรียมสำหรับการเขียนและคณิตศาสตร์ (Preparation for Writing and Arithmetic)
3) อุปกรณ์การสอนสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ที่ได้เตรียมไว้อย่างพร้อมเพรียง เป็นองค์ประกอบสำคัญ สำหรับวิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่ สิ่งแวดล้อมของห้องเรียนต้องจัดให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก จัดวางรูปแบบเพื่อช่วยให้เด็กพบความสำเร็จ เกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรวบตัวด้วยการที่เด็กได้เข้าไปสัมผัสกับงานที่ตนได้พบเห็นในชีวิตประจำวันอุปกรณ์ของมอนเตสซอรี่แต่ละชิ้นจะมี
จุดมุ่งหมายเฉพาะจุดเน้นอยู่ที่การรับรู้โครงสร้างของอุปกรณ์ที่จัดไว้ เพื่อทำให้เกิดการรับรู้โดยผ่านทางประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว อุปกรณ์แต่ละชิ้นครูจะต้องสาธิตวิธีการใช้อุปกรณ์ให้เด็กดูก่อน ด้วยวิธีการที่ทำให้เด็กเกิดความสนใจและอยากทำงานกับอุปกรณ์นั้นต่อไป อุปกรณ์จะมีลำดับความยากง่ายต่อเนื่องกันไป มีความสัมพันธ์กับวิชาที่เรียนต่อไป และตอบสนองความต้องการสำหรับช่วงเวลาหลักของชีวิต สำหรับอุปกรณ์พื้นฐานในห้องเรียนแบบมอนเตสซอรี่ ประกอบด้วยอุปกรณ์สำหรับพัฒนาประสบการณ์ชีวิต อุปกรณ์ทางด้านประสาทสัมผัส และอุปกรณ์สำหรับการศึกษาด้านวิชาการ
4) การประเมินผลการสอน การประเมินผลการสอนแบบมอนเตสซอรี่ใช้การสังเกตความสามารถในการทำกิจกรรมของเด็กในแต่ละกลุ่มวิชา สังเกตการณ์การใช้อุปกณ์การเรียนแต่ละชิ้นของเด็กโรงเรียนจะรายงานผลการเรียนของนักเรียนโดยการส่งผลงาน
ของนักเรียนกลับบ้านทุกวันศุกร์ กำหนดช่วงเวลาให้ผู้ปกครองได้สังเกตการณ์เรียนการสอนของโรงเรียน ครูและผู้ปกครองได้พบปะพูดคุยเกี่ยวกับความสามารถของเด็ก
นอกจากนี้มีแบบการประเมินผลความสามารถของนักเรียนในการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ โดยลงวันที่หรือขีดเครื่องหมายถูกหลังรายการอุปกรณ์ที่นักเรียนทำได้คล่องแคล่ว และเข้าใจในการใช้อุปกรณ์ได้อย่างถูกต้องแล้ว และพร้อมที่จะรับการสาธิตจากครูสำหรับการใช้อุปกรณ์ขั้นที่ยากขึ้นไปอีก แล้วจัดทำเป็นรายงานให้ผู้ปกครองได้ทราบ
อีกครั้ง
5) การสอนสามขั้นตอนของมอนเตสซอรี่ แนวคิดการสอนแบบมอนเตสซอรี่เพื่อเชื่อมโยงภาษากับอุปกรณ์หรือสิ่งของมี 3 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 การสังเกตเห็นลักษณะเฉพาะของสิ่งนั้นทำให้เชื่อมโยงสิ่งที่สาธิตให้ดูกับชื่อของสิ่งนั้นได้ “นี่คือ....”
ขั้นที่ 2 การสังเกตเห็นความแตกต่าง เพื่อให้มั่นใจว่า เขาเข้าใจเมื่อบอกเด็กว่า “อันไหน...”
ขั้นที่ 3 การเห็นความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คล้ายคลึงกัน และสามารถบอกชื่อของสิ่งของสิ่งนั้นได้ ขั้นตอนนี้
เพื่อจะได้ทราบว่า เด็กจำชื่อสิ่งต่าง ๆ ที่ครูสาธิตให้ดูได้หรือไม่ เช่น ชี้ที่สิ่งของแล้วถามว่า “อันนี้อะไร...”
บทบาทและความรับผิดชอบของครูในระบบมอนเตสซอรี่
- เป็นผู้เชื่อมโยงระหว่างเด็กและสิ่งแวดล้อมที่เตรียมไว้
- เป็นผู้สังเกตและแปลความหมายสิ่งที่เด็กต้องการ
- เป็นผู้ทำการทดลอง ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้เหมาะกับความสนใจและความต้องการของเด็ก
- เป็นผู้จัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้กับเด็กในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
- ประเมินการทำงานของตนเอง และประเมินความก้าวหน้าของเด็กแต่ละคนทุกด้าน
- เป็นบุคคลที่ให้ความเคารพและปกป้องดูแลเด็กได้
- เป็นผู้ให้การสนับสนุน ให้ความรัก และดูแลเอาใจใส่เด็กแต่ละคนอย่างเท่าเทียมกัน
- เป็นผู้รายงานผลความก้าวหน้าของเด็กให้ผู้ปกครองทราบ
- เป็นผู้ชักชวนให้เด็กรู้สึกชอบ และอยากทำอุปกรณ์ที่ครูสาธิตให้ดู โดยไม่ต้องกระตุ้น
- เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านพฤติกรรมให้กับเด็ก
- เป็นผู้ที่รู้จักประนีประนอม สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น มีความสุภาพอ่อนโยน
- รู้จักวินัย ไม่ตัดสินเด็กแต่ละคนจากความรู้สึกของตนเอง
คุณลักษณะของเด็กมอนเตสซอรี่
เด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนที่ใช้การสอนแบบมอนเตสซอรี่แล้ว ควรจะได้รับการพัฒนาให้เกิดสิ่งที่ดีงามต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
- มีความรักในความมีระเบียบ
- รักในการทำงาน
- สัมพันธ์กับความจริง
- รักความสงบและทำงานได้คนเดียว
- ความเป็นเจ้าของ
- มีความเชื่อฟัง
- พลังในการปฏิบัติจากสิ่งที่เลือก
- ความมีอิสระและการริเริ่ม
- วินัยในตนเอง
- ร่าเริง
- การทำงานร่วมกับผู้อื่น
ขอตอบเท่านี้ก่อนนะคะคงมีประโยชน์บ้างนะคะ