เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมได้อ่านบันทึกก็รู้สึกยินดีที่มีแนวคิดแบบนี้ในสังคม โดยแนวคิดของท่านอาจารย์หมอเป็นแนวคิดที่ดีมากๆ กระผมมองว่า โดยเนื้อหาของวิชาชีพ/แม้วิธีการ ก็คงต้องมีมิติที่หลากหลาย โดยสาขาอาชีพต่างๆที่สำคัญ เช่น ครู ผู้รู้ด้านฐานทรัพยากร สิ่งแวดล้อม การเกษตร ด้านสาธารณสุข การพัฒนาจิตใจ แม้กระทั่งการเมืองปกครอง หรืออื่นๆ ซึ่งจะมาทำงานร่วมกัน แบบจิตอาสา ไม่เป็นลักษณะทางเมือง หรือการสร้างอำนาจเพื่อผลประโยชน์เฉพาะตัว พื้นที่นี้จะช่วยให้มนุษย์เห็นคุณค่าตัวเองและจะเกิดการคิดเชื่อมโยงไปยังผู้อื่นและเป็นระบบมากขึ้น ซึ่งการพัฒนาทางจิตวิญญาณนั้นด้วย เกิดคุณลักษณะการมีจิตโน้มเอียงสู่ความสงบ ลดอัตตาลงได้มาก พร้อมที่จะฟังเสียงของเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก และให้ความเคารพกันและกัน อยู่อย่างไม่เบียดเบียน กระผมคิดว่าการได้เรียนรู้ จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่จริง จะช่วยเชื่อมต่อวิชาการในตำรามาเข้าสู่การปรับใช้ในวิถีชีวิตจริงได้มากขึ้น เพราะการเห็นในมิติที่แคบจะสร้างความหลงผิดได้ง่าย เมื่อเกิดการคิดเชื่อมโยงเห็นเป็นระบบมีมิติที่หลากหลายขึ้น เท่ากับว่าปัญญาได้ยกระดับขึ้นอีกขั้น นอกจากนี้ การทำงานในสนามจริง เราจะได้ประเด็นวิจัยที่มีชีวิตเมื่อทำการวิจัยแล้ว มีโอกาสใช้เพื่อตอบโจทย์สังคมได้มากขึ้นมากมาย มีประสิทธิภาพกว่า ที่มาจากการคิดเอาเองและเอากระแสเป็นตัวตั้งโดยไม่ผ่านการตรองด้วยสติปัญญา ซึ่งมาจากการมายาคติต่างๆ หากเด็กที่ได้รับการพัฒนาจากระบบครูเพื่อศิษย์ เชื่อว่าจะ ยกระดับขีดความสามารถทั้งทางโลก และระดับจิตวิญญาณ กระผมจินตนาการว่า การเปิดพื้นที่ให้ครูต่างๆนั้นทำงานกับเด็กเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ควบคู่ไปกับการเรียนทางวิชาการและจากสิ่งเห็นและเป็นอยู่ไปด้วย จะช่วยพัฒนามนุษย์สร้างสังคมแห่งปัญญาและเกิดสันติสุขได้ครับผม
เรียนแสดงความเห็นด้วยความเคารพครับผม
นิสิต