ยินดีด้วยครับกับการได้รับการสนับสนุนโครงการ
สิ่งแรกที่อยากจะแลกเปลี่ยนก่อน คือ วิธีคิดที่อยู่ข้างในโครงการ เพราะว่ามันจะเป็นตัวกำกับทิศทางและอนาคตวงชีวิตของมันเอง
วิธีคิดแรกเรื่องของการปักธง หรือที่คุณพิมานเรียกว่าวัตถุประสงค์โครงการ ธงนี้จะต้องเป็นธงเพื่อชี้เป้าให้กับกลุ่มยุวสตรีในโรงเรียน ไม่ใช่ เพื่อตอบความพึงพอใจของ สสส.
กลุ่มยุวสตรีควรจะได้โอกาสในการสร้างให้เกิดเวทีเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเอง เพื่อตั้งโจทย์ ปรับโจทย์ของตัวเองให้ชัด คำว่าชัดของผม คือ ถึงระดับที่ยุวสตรีเหล่านั้น สามารถสะท้อนความรู้สึกของแต่ละคนออกมา และหลายคนยืนยันพ้องกันว่า สิ่งนั้นหละที่พวกเขาต้องการ
วิธีคิดที่สอง โครงการ 2 แบบ
แบบแรก "ม้วนเดียวจบ" หมดระยะเวลาการสนับสนุนก็จบกันไป สสส. ก็ได้รับรายงาน โรงเรียนก็เขียนโครงการใหม่เสนอขึ้นมาใหม่อีก ทำค่ายเสร็จก้แยกย้ายกันกลับบ้านใคร บ้านมัน
แบบที่สอง "กินยาว" อาศัยโอกาสที่ได้รับการสนับสนุน ช่วยเพิ่มกำลังในการทำงานของเรา แต่จุดโฟกัสต้องผูกให้ติดแน่นระหว่างการเรียนรู้ของยุวชนสตรีกับสุขภาวะชุมชน
ตรงนี้แหละ สอดใส้ KM เข้าไปในการทำงานได้เลย
การที่ชุมชนเข้าสู่สุขภาวะได้ นั่นเป็นนัยว่า พี่น้องในชุมชนเกิดความสุข แต่ความสุขนั้น มีหลายรูปแบบ หลายระดับ แต่ละคนก็มองเจ้าความสุขไม่เหมือนกัน ซึ่งจะไร้ประโยชน์มากและเสียเวลาเปล่า ถ้าหากครูจะใช้วิธีอธิบาย หรือ lecture ให้นักเรียนฟังว่า "ความสุข" คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร?
ถ้าใช้วิธี KM มีสมมติฐานง่ายๆ คือต้องเชื่อว่า "ในชุมชนมีความรู้นั้นอยู่แล้ว แต่อาจจะกระจัดกระจาย"
"วิชาการสร้างความสุข" ค่อนข้างเป็นความรู้ปฏิบัติมากๆ อธิบายยากว่าต้องทำอย่างไร ต้องไปเรียนรู้กับคนที่เขาทำสำเร็จ นั่นหมายถึงว่า ทั้งครูและนักเรียนต้อง scan มอง "เจ้าตัวความสุข" ในชุมชนว่าอยู่ที่ใครบ้าง?
และให้ช่วยกันมองในหลากหลายมิติ เช่น
มิติสุขภาพ ลองดูซิว่า โต๊ะแก่ คนไหนบ้างในชุมชน เจ็บไข้ได้ป่วยน้อยมาก สุขภาพแข็งแรงดี อะไรเหล่านี้ แล้วลองไปคุย และกลับมาเขียนเป็นเรื่องเล่าว่า โต๊แก่คนนั้น ใช้ชีวิตที่ผ่านมาอย่างไร?
มิติเศรษฐกิจ มองหาคนที่ใช้ชีวิตแบบพอเพียง มีน้อยใช้น้อย เน้นทำเอง ใช้เอง กินเอง ไม่เป็นหนี้ใคร หรือเคยเป็นหนี้มาก่อน แล้วค่อยๆลดหนี้ได้ อะไรประมาณนี้ แล้วครูและนักเรียนแบ่งกันไปเรียนรู้เรื่องราวของคนเหล่านี้ ว่าเขาทำได้อย่างไร?
มิติศาสนา อันนี้ในพื้นที่คงหาง่าย (หรือเปล่า?) คนที่อยู่ในแนวทางหลักศาสนา ช่วยเหลือชุมชน มีจิตใจนุ่มนวล คนเหล่านี้เขาทำได้อย่างไร
และมิติอื่นๆอีกมากมาย ลองคิดกันดูอีกนะครับ
ทำอย่างนี้ให้ได้เรื่องราว เจ้าของความสุข มากจำนวนหนึ่ง การทำอย่างนี้ เท่ากับว่าอาสาสมัครยุวสตรีกำลังเรียนเรียนรู้วิชาสร้างสุขโดยไม่รู้ตัว จัดเวทีให้ยุวสตรีเหล่านี้เธอได้นำเสนอผลงานที่เธอได้เรียนรู้ ต่อชุมชน เปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ด้วย จะทางใดก็ได้ ที่เขาคุ้นเคย ซึ่งจะช่วยเกิดแรงบันดาลใจคนอื่นๆในชุมชนห้อยากทำอย่างนั้นบ้าง
การมองหาเจ้าของความสุขนั้น อย่ามอง "ความสุขก้อนใหญ่ๆ" นะ เพราะหายาก ให้หาสะเก็ดความสุข แล้วจะพบว่าในชุมชนมีอยู่เยอะมาก
คุณพิมานอาจจะชวนน้องยุวชนลองจินตนาการ สร้างวิธีการใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีก เช่น ปรอทวัดความสุขของชุมชน แผนที่ความสุขของชุมชน เป็นต้น ทำแบบที่เราเข้าใจ ออกแบบเอง คิดกันเอง สร้างกันเอง ที่สำคัญ คือ ถ้ามันกระตุกความคิดคนในชุมชนได้ แสดงว่ามัน work แต่ถ้าผลออกมายังไม่ดี แสดงว่าเราต้องเรียนรู้เพิ่มหาวิธีใหม่
ที่พยายามอธิบายมาทั้งหมด อย่าได้เชื่อตามโดยทันที
ลองทำดูตามวิธีที่คุณพิมานคิดว่ามันน่าจะได้ผล แล้วเล่าให้ฟังบ้างนะครับ ว่าทำอย่างไร แล้วผลมันเป็นอย่างไร?