สวัสดีค่ะ คุณดอกแก้ว,
แหะ ๆ ดีใจที่คุณดอกแก้วได้รับความเพลิดเพลินประหนึ่งได้ดูภาพยนตร์นะคะ
โห...เห็นเป็นเหมือนทะเลได้แล้วหรือคะเนี่ย แปลว่าล้ำหน้าข้าพเจ้าไปอีก อย่างนี้ต้องเอาไปฝากเป็นลูกศิษย์เซนเซ บอกว่าเอาเด็กรักป่ามาเป็นลูกศิษย์ เซนเซคงจะชอบค่ะ เซนเซท่านรักธรรมชาติมาก ๆ
เพราะวันหนึ่งตัวเองนำนิตยสาร National Geographic ที่มีรูปพระญี่ปุ่นนิกายไหนไม่ทราบใส่ชุดขาวเหมือนเซนเซเลย ยืนฝึกสมาธิอยู่ใต้น้ำตก เอาไปให้น้องจากบางกอกโพสต์ที่จะมาสัมภาษณ์เซนเซดูน่ะค่ะ แล้วอธิบายเขาว่า นี่ เซนเขาฝึกกันอย่างนี้ ก็เห็นเซนเซชะโงก ๆ ดู
พอน้องเขากลับไปแล้ว เซนเซก็บอกว่า ท่านก็เคยฝึกเหมือนกันน่ะ ยืนใต้น้ำตกอย่างนั้น แล้วก็เห็นเซนเซอมยิ้มนิด ๆ สายตาท่าทางจะมีความสุขเมื่อนึกถึงตอนนั้น
แต่เราเองกลับนึกว่า อ้าว....แล้วทำไมเซนเซไม่บอกบางกอกโพสต์ไปล่ะเมื่อกี๊น่ะ แต่ตอนหลังเริ่มทราบแล้วค่ะว่า เซนเซจะไม่ค่อยบอกอะไรเกินความจำเป็น
เพราะถ้าถามเซนเซอย่างนั้นจริง ๆ ท่านก็จะตอบว่า "...โก้เพราะเขา(โพสต์)ไม้ได๊ถามมาหนิ..." (ภาษาไทยสำเนียงญี่ปุ่นน่ะค่ะ นึกออกไหมคะคุณดอกแก้ว)
ปีที่แล้วท่านเคยจะจัดไปฝึกดาบซามูไรริมชายหาดแบบเสาร์อาทิตย์ที่หัวหิน แต่ตัวเองไปเมืองนอกเสียก่อนเซนเซเลยไม่ได้จัด แต่เห็นรายการที่เซนเซจะจัดแล้วน้ำลายหกติ๋ง ๆ เลยค่ะ
เพราะมันคือการตื่นเช้ามืดมาฝึกบนชายหาดนั่นเอง โห...โรแมนติคสิ้นดีเลยเซนเซ เหมือนจะเป็นฉากดวลครั้งสุดท้ายมูซาชิยังไงยังงั้น ฮิ ๆ (เอ...แล้วฉันจะต้องตายตอนจบไหมเนี่ย)
อันนั้นล่ะค่ะท่าทางจะทะเลของจริง คงต้องมีอะไรเกี่ยวกับการหลับตาฟังเสียงคลื่น เสียงลม (ขอเดา) ก่อนจังหวะการออกดาบ
แค่นึกถึงเสียงใบดาบคมกริบปลิว ฟิ้วว์ ควั่บ ตัดกับลมและสีเงินของคมดาบตัดแฉลบแปลบปลาบอาบกับแสงอาทิตย์อุทัย(อุ๊ย) เรื่อ ๆ แล้ว โห....
ว่าแล้วไปเลียบ ๆ เคียง ๆ เซนเซหน่อยดีกว่า ว่าปีนี้จัดเสียหน่อยดีไหม ฮี่ ๆ ๆ
ที่คุณดอกแก้ววิจารณ์มานั้น ก็ตรงกับที่ตัวเองรู้สึกเวลาฝึกค่ะ คือแต่ละท่า ที่ฝึกซ้ำแล้ว ซ้ำอีกนั้น มันจะเหมือน ๆ กับเวลาเราเดินจงกรมกลับไปกลับมา
บางทีมันก็เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป อยู่อย่างนี้เรื่อยไป
ยังค่ะ ยัง ยังไม่ค้นพบเลย ไม่ว่าจะทั้งทฤษฎี หรือ ปฏิบัติ ยังเพิ่งเริ่มหมดทุกอย่างเลยค่ะ เป็นนักเรียนอนุบาลเหมือนเด็ก ๆ คนอื่นไม่มีผิดเพี้ยนเลยค่ะ ในความรู้สึกตัวเองน่ะนะคะ
เผลอ ๆ เด็กน่ะ อาจจะเข้าใจอะไรมากกว่าเราด้วยซ้ำ (เขาเรียนกันมาก่อนน่ะค่ะ แหะ ๆ)
จะว่าไปแล้ว เรียนกับฟุกุชิม่าเซนเซในเมืองไทยนี่ ได้หลายอารมณ์ดีค่ะ
เพราะดาบเหล็ก เรียนเดี่ยว ตัวต่อตัว
ดาบไม้ เรียนหมู่ กับพวกผู้ชาย
ดาบผ้าอัดลม เรียนกับเด็กอนุบาลญี่ปุ่น
มันเป็นการฝึกการถอดถอนอัตตาตัวตนดีค่ะ ตอนแรก ๆ เซนเซทำเหมือนหนังจีนไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ว่าจะให้เด็กสอนเราบ้าง ให้ไปขัดพื้นเคียงข้างเด็กบ้าง
แต่จริง ๆ คือการขัดเกลาจิตใจตัวเราน่ะค่ะ ไม่ใช่พื้น
ถ้ายังขืนถือว่าฉันเป็นผู้ใหญ่ อายุเยอะ เรียนป.เอก จบโทอเมริกา นู่น นี่นั่น อยู่นี่ ก็คงเป็นชาล้นแก้ว ไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่กัน
นี่ไปเจอเซนเซทดสอบจิตใจจนสามารถเดินต้อย ๆ เซื่อง ๆ ตามแถวเด็กได้น่ะค่ะ เซนเซถึงค่อย ๆ ให้กระเถิบข้ามสายมาสายน้ำตาล (เพราะเทียบจากเทควันโดที่เคยเรียน) แล้วก็มาสอบสายดำ
อะไรจะเซ้น เซน ขนาดน้านนนน เซนเซที่รักของข้าพเจ้า
เรื่องทดสอบจิตใจนี้ ไปเจอที่ญี่ปุ่นนก็มีอีกแบบค่ะ อย่างนั้นเป็นอย่างโหดกว่า ไว้วันหลังมาเล่าก็แล้วกัน
หนังที่คุณดอกแก้วเล่า ไม่เคยได้ดูค่ะ แต่น่าสนใจดี
ฟังดูหวาดเสียวว่าอีกหน่อยตัวเองอาจเรียนไม่จบ เพราะคิดว่าไม่ได้อยากเรียนทางโลกแล้ว อยากออกไปตามป่าเขา น้ำตก ไปฝึกดาบเล่นเย็น ๆ ใจเสียอย่างนั้นนั่นเอง
อ้าว...โลกนี้มันมีแต่ความไม่เที่ยงน่ะนะคะ ใครจะไปรู้
สวัสดีค่ะ,
ณัชร