ขอเจริญพรโยมอาจารย์ ดร.วิรัตน์
อาตมาอ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงญาติผู้พี่(ลูกลุง)คนหนึ่งเมื่อก่อนหน้านี้มีฐานะพออยู่พอพอกินไม่ลำบากเดือดร้อนอะไร ต่อมาลูกสาวของเขาได้แต่งงานและอยู่กินกันมาแบบรวมเป็นครัวเดียวกันกับพ่อตาแม่ยายได้ไม่กี่ปีสามีของเธอก็ประสบอุติเหตุทางครอบครัวก็ได้ทำการรักษาพยาบาลอย่างดีมาตลอดโดยไม่คิดเสียดายทรัพย์สินที่เสียไป มีความคิดอยู่อย่างเดียวว่าทำอย่างไรบุตรเขยจะหายจากโรคเสียทีแต่รักษาไปเท่าไรก็รักษาไม่หาย เมื่อรักษาอยู่เป็นเวลานาน ก็มีความจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็ค่อย ๆ หมดไปกับการรักษานาหลายสิบไร่บ้านรถทรัพย์สินอย่างอื่นอีกมากมายถูกขายจนหมดเพื่อนำเงินมารักษาบุตรเขยของตนแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จบุตรเขยเป็นผู้พิการอย่างถาวร ญาติผู้นั้นปรารภเชิงน้อยใจนิด ๆ กับอาตมาว่า มีคนบางคนถามเขาอย่างสงสัยว่าทำไมแกจึงต้องขายทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อรักษาคนเพียงคนเดียว ถ้าเป็นตัวเขาละก็ปล่อยให้ตายไปเลยดีกว่า แถมมีบางคนพูดแรงมากพูดว่าที่แกทำอย่างนี้ทำแบบคนโง่ อาตมาตอบไปว่าคนที่มีความคิดแบบนี้เขานึกถึงแต่ทรัพย์สินเงินทองว่ามีความสำคัญกว่าชีวิตคนวัตถุสิ่งของสำคัญที่สุด อาตมาพูดให้กำลังใจเขาไปว่าอันที่จริงครอบครัวเราที่ทำการรักษาจนหมดทุกสิ่งทุกอย่างนี่น่าจะได้รับการยกย่องสรรเสริญชมเชยไปในทางที่ดีว่าแม้แต่เป็นเพียงบุตรเขยที่มาจากถิ่นแคว้นแดนไกลภาคอีสานพ่อแม่เสียชีวิตหมดแล้วก็ยังรักและดูแลรักษาอย่างดีโดยไม่ทอดทิ้งผู้อื่นน่าจะมองเราในด้านความเป็นคนมีน้ำใจความรักความเสียสละความเอื้ออาทรความมีมนุษยธรรมอย่างนั้นมากกว่า
เมื่อเขาฟ้งอาตมาจบเขาก็เห็นด้วยว่าน่าจะมองแบบให้กำลังใจกันบ้าง อาตมาก็นึกชมเชยน้ำใจในความเสียสละและให้กำลังใจพร้อมกับบอกเขาว่า เราได้ทำความดีอันยิ่งใหญ่ได้บำเพ็ญบุญที่ประเสริฐได้ช่วยชีวิตมนุษย์ด้วยความรักความเมตตาไว้หนึ่งชีวิต
นับว่าเป็นบุญมหาศาล ถึงแม้ฐานะจะยากจนกว่าเดิมแต่ทุกคนในครอบครัวยังอยู่กันครบถ้วน ดีกว่าร่ำรวยเงินทองแล้วปล่อยให้คนที่เรารักตายไปต่อหน้าต่อตาโดยที่เรายังพอช่วยให้รอดได้แต่ก็ไม่ช่วย ถ้าเป็นอย่างนั้นเราคงเสียใจและมีตราบาปทุกข์ใจติดตัวไปตลอดชีวิต
ขอเจริญพร
phramaha lae