กรณีศึกษาที่ 6  แรงงานต่างด้าวแท้ที่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรประเภท ท.ร.38 ในฐานะแรงงานจากพม่า : กรณีนางมาต ลุงยอน[1]

นางมาต เกิดเมื่อ พ.ศ.2511  ที่หมู่บ้านนามล ตำบลบ้านเลา อำเภอกุนฮี จังหวัดเมืองนาย ประเทศพม่า (ปรากฏตาม ท.ร.38/1) เดินทางเข้ามาในประเทศไทยทางเมืองยอน เมื่อ พ.ศ. 2541 ปัจจุบันประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปในพื้นที่ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นางมาตได้ร้องขอจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวใน พ.ศ.2547 และได้รับการบันทึกชื่อในทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎรประเภทแรงงานต่างด้าว (ท.ร.38/1) ต่อมาในปี พ.ศ.2548 นางมาต ได้รับการจัดทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เลขประจำตัว คือ 00-xxx-xxxxxx-8  วันออกบัตร 25 สิงหาคม 2549 วันบัตรหมดอายุ 30 มิถุนายน 2552  และมีใบอนุญาตทำงานตามกฎหมายไทยว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าวรวมถึงบัตรประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวตั้งแต่ พ.ศ.2544 จนถึงปัจจุบัน  

จะเห็นได้ว่าการที่นางมาตได้รับอนุญาตทำงานตามกฎหมายไทยมาตลอด ทำให้นางมาตมีสิทธิทำงานในประเทศไทย และความเป็นคนทำงานถูกกฎหมายไทยนี้เองที่ส่งผลให้มาตมีสถานะเป็น "แรงงานต่างด้าวที่มีสิทธิอาศัยชั่วคราว" แม้จะยังมีสถานะเป็น "คนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย" ก็ตาม

นอกจากนี้ยังปรากฎข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า แม้ว่านางมาตตกหล่นจากทะเบียนราษฎรของรัฐพม่าในขณะที่เกิด แต่ต่อมา นางมาตได้ร้องขอเพิ่มชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่าในช่วงที่มีประชาพิจารณ์รัฐธรรมนูญพม่าใน พ.ศ.2551 ส่งผลให้นางมาตได้รับการบันทึกสถานะบุคคลทั้งในทะเบียนราษฎรไทยและทะเบียนราษฎรพม่า จะเห็นได้ว่านางมาตจะมีสถานะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองไทยอย่างถูกกฎหมาย หากกระบวนการพิสูจน์สัญชาติพม่าได้เป็นไปตามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหภาพพม่าว่าด้วยความร่วมมือในการจ้างแรงงาน ณ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2546

 

กรณีศึกษาที่ 7  แรงงานต่างด้าวแท้ที่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรประเภท ท.ร.38 ในฐานะแรงงานจากพม่าทั้งที่โดยข้อเท็จจริง และโดยข้อกฎหมายลาวมีสัญชาติลาว : กรณีนางกาวีพร วิไลวรรณ[2] 

นางกาวีพร วิไลวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2523 ที่บ้านบึงวะ เมืองไกสรพรมวิหาร แขวงสวรรค์นะเขต ประเทศลาว เป็นบุตรคนที่ 2 ในบรรดาบุตร 8 คน ของนายธงและนางณีคนเชื้อชาติลาวสัญชาติลาว เนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจนจึงไม่ได้ศึกษาต้องรับจ้างทำงานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว  ในปี พ.ศ.2537 นางกาวีพรได้เข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยผ่านนายหน้าจัดหางาน และได้เดินทางเข้ามาประเทศไทยทางด่านจังหวัดมุกดาหารประเทศไทย โดยเข้ามาทำงานขายปลาได้รับค่าตอบแทนเดือนละ 1400 บาท ในขณะที่ทำงานในกรุงเทพก็ได้พบกับนายยุง แสนสุข พม่าซึ่งได้เกิดมีความรักมักกันจึ่งตกลงปงใจกันอยู่แบบสามีภรรยาแต่ยังไม่ได้มีการจดทะเบียนการสมรส ต่อมาได้มีบุตรด้วยกันคือ ด.ช.ชลชาติ แสนสุข เกิดเมื่อวันที่  6  มิถุนายน  พ.ศ.2545 ที่โรงพยาบาลปทุมธานี

ต่อมาเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2547  นางกาวีพรและนายยุงได้ไปแสดงตนขึ้นทะเบียนแรงงานกับกระทรวงแรงงานฯ (ในขณะที่ ด.ช.ชลชาติ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ติดตามแรงงาน) อันส่งผลให้ได้รับการรับรองสิทธิในการทำมาหาเลี้ยงชีพในประเทศไทย และได้รับการรับรองสิทธิที่จะอาศัยในประเทศไทย กล่าวคือ แม้ว่าทั้งสองจะเป็นคนต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่บุคคลทั้งสองก็มีสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งผลในทางข้อเท็จจริง ก็คือ ครอบครัวของเขาทั้งสองตลอดจนบุตรย่อมไม่อาจถูกผลักดันออกจากประเทศไทย

นอกจากนี้ครอบครัวของนางกาวีพรยังได้รับการบันทึกรายการสถานะบุคคลในทะเบียนประวัติตามมาตรา 38 วรรค 2 แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร พ.ศ.2534 อันทำให้พวกเขาและบุตรได้รับการบันทึกรายการสถานะบุคคลในทะเบียนประวัติ (ท.ร.38/1) อันเป็นการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมายมหาชนไทย ส่งผลให้ครอบครัวของนางกาวีพรไม่ไร้รัฐอีกต่อไป พวกเขาไร้เพียงสัญชาติ และเป็นราษฎรไทยประเภทที่มีสิทธิอาศัย แม้ว่าไม่มีสัญชาติไทย

 

กรณีศึกษาที่ 8  แรงงานต่างด้าวเทียมที่ได้รับการบันทึกในทะเบียนราษฎรประเภท ท.ร.38: กรณี ด.ช.ชลชาติ แสนสุข[3]

สืบเนื่องจากกรณีศึกษาที่ 7 ด.ช.ชลชาติ แสนสุข เป็นบุตรของนายยง แสนสุขกับนางกาวีพร วิไลวรรณ เกิดเมื่อวันที่  6  มิถุนายน  พ.ศ.2545  ณ  โรงพยาบาลปทุมธานี   ถนนปทุมลาดหลุมแก้ว    ตำบลบางปรอก  อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี  ได้รับ"หนังสือรับรองการเกิด" หรือ "ท.ร.1/1 ตอนที่ 3" ที่ออกให้โดยโรงพยาบาลปทุมธานี และได้รับ"สูติบัตร ประเภท ท.ร. 3 ตอน 1" ที่ออกให้โดยเทศบาลท้องถิ่นปทุมธานี และปรากฏมีชื่อในทะเบียนบุคคลของรัฐไทยในหมายเลขประจำตัว 13 หลักขึ้นต้นด้วยเลข 7 จึงถือว่า ด.ช.ชลชาติ ได้รับการรับรองความเป็นบุคคลตามกฎหมายไทยในทะเบียนราษฎรไทย ดังนั้น ด.ช.ชลชาติจึงมีสถานะบุคคลเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าว

ต่อมาในปี พ.ศ.2547 ในขณะที่บุพการีขึ้นทะเบียนแรงงานตามกฎหมายไทย ด.ช.ชลชาติ ก็ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ติดตามแรงงานพร้อมบุพการีและได้รับการจัดทำทะเบียนประวัติ ท.ร.38/1 ตั้งแต่นั้นมา และตราบเท่าที่นายยุงและนางกาวีพรได้รับอนุญาตให้เป็นคนทำงานถูกกฎหมายว่าด้วยการทำงานของคนต่างด้าว  ทั้งสองก็จะได้รับการรับรองสิทธิอาศัยชั่วคราวตามกฎหมายไทยว่าด้วยคนเข้าเมือง ซึ่งผลในทางข้อเท็จจริง ก็คือ ทั้งสองตลอดจนครอบครัวย่อมไม่อาจถูกผลักดันออกจากประเทศไทย อันเป็นไปตามหลักความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของครอบครัว (family unity) และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่าบุพการีมีสิทธิอาศัยในประเทศไทย ด.ช.ชลชาติ จึงควรมีสิทธิอาศัยเช่นเดียวกับบุพการี แม้ว่า ด.ช.ชลชาติ จะไม่ใช่แรงงานต่างด้าวก็ตาม แต่ในฐานะผู้ติดตามแรงงาน หรือ แรงงานเทียม ดังนั้น ด.ช.ชลชาติ จึงเป็นราษฎรไทยประเภทคนต่างด้าวที่เป็นแรงงานเทียมที่มีสิทธิอาศัยอยู่ในประเทศไทยตามบุพการี

 


[1] กรณีศึกษาในโครงการห้องเรียนด้านสถานะและสิทธิของบุคคลภายใต้โครงการต่อยอดความรู้ "คลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่" โดย รศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร.มาต ลุงยอน (ตอนที่ 1)-เธอเป็นราษฎรไทยไหม?เธอมีสิทธิอาศัยไหม?เธอเป็นแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายหรือไม่?,เผยแพร่ในhttp://gotoknow.org/blog/archanwell-and-maeai-study/255140 และ มาต ลุงยอน (ตอนที่ 2) - ไร้รัฐไร้สัญชาติหรือไม่?เสมือนไร้สัญชาติจริงหรือ?เผยแพร่ใน http://gotoknow.org/blog/archanwell-and-maeai-study/255361,งานเขียนเพื่อโครงการ "คลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ , ภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัย พายัพ และ Unicef, เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2552

[2] กรณีศึกษาภายใต้โครงการต่อยอดคลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ , บุญมี ราชมีไชย.กาวีพร วิไลวรรณ เป็นคนลาวจริงหรือไม่ เผยแพร่ใน http://gotoknow.org/blog/the-sis/242896

[3] กรณีศึกษาภายใต้โครงการต่อยอดคลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล) อำเภอม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ห้องเรียนที่ 5 บุคคลมีเลขประจำตัว 13 หลักและเป็นแรงงานต่างด้าว , พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร.กรณีเด็กชายชลชาติ แสนสุข : ไร้สัญชาติ แต่ไม่ไร้รัฐ และไม่ไร้โอกาสในการพิสูจน์สัญชาติลาว เผยแพร่ใน http://gotoknow.org/blog/archanwell-and-maeai-study/239838