จ้า ว่าง

สรุปก็แล้วกันนะ สังคมขนาดเล็กหรือเชิงเดียวนั้น ระเบียบกฎเกณฑ์ค่อนข้างน้อยและขาดความยืดหยุ่น อีกอย่างสภาพบังคับของระเบียบกฎเกณฑ์ในสังคมขนาดเล็กฝ่าฝืนยาก เพราะถ้าฝ่าฝืนก็ยากส์ที่จะอยู่ในสังคมนั้นได้ ทำนองว่าถูกมัดมือชกไม่มีทางเลือก...ประมาณนี้แหละ

ต่างกับสังคมขนาดใหญ่หรือเชิงซ้อน เราสามารถเลือกได้ ไม่ชอบกลุ่มนี้เราก็ไปอยู่กลุ่มโน้น แม้แต่ละกลุ่มอาจมีกฎเกณฑ์แตกต่างกันไปมากบ้างน้อยบ้างก็ตาม ...

ทั้งเล็กและใหญ่หรือเชิงเดียวหรือซ้อน ต่างก็มีลักษณะเด่นเฉพาะของมัน... โดยสังคมเล็กหรือเชิงเดียวจะมีความรักใคร่อบอุ่นช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน (หมู่บ้านเล็กๆ).. ขณะที่สังคมขนาดใหญ่หรือเชิงซ้อนความมีน้ำใจตามแบบเชิงเดียวจะขาดหายไป ต้องพึ่งตัวเอง และต้องเรียนรู้ ปรับตัวเพื่อให้ดำเนินชีวิตไปได้ตลอด (เมืองใหญ่)

ยกตัวอย่างอีกประเด็น หมู่บ้านเล็กๆ มีเพื่อนร่วมวัยอยู่ 5-10 คน เราต้องอยู่ในกลุ่มนี้เท่านั้น ชอบหรือไม่ชอบก็ต้องเล่นไปตามเพื่อน... จะไปซื้อของก็มีอยู่1-2 ร้าน จะเอาไม่เอา..มีศาสนาเดียวและวัดก็มีแห่งเดียว....นั่นคือมีทางเลือกน้อย

ขณะที่เมืองใหญ่ วัยรุ่นไม่ชอบพวกที่เล่นเกมส์ร้านนี้ ก็ไปร้านโน้น ไม่ไปร้านเกมส์ก็ไปสนามกีฬา อ่านหนังสือหอสมุด...ร้านขายของก็มีเยอะแยะหลายระดับเลือกได้ ..ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เลือกวัดที่จะไปได้ ไม่ชอบศาสนานี้ก็ไปนับถือศาสนาโน้นได้ ...นั่นคือมีทางเลือกมาก

ยังมีประเด็นที่ขยายได้อีกเยอะ ...และตอนนี้ยังไม่ถึงประเด็นเรื่องกฎหมาย เพราเกณฑ์จริยธรรมหรือธรรมเนียมของสังคมนี้ไม่มีอำนาจบังคับ จึงต้องมี กฎหมาย ...แต่ว่าเหนื่อยแล้ว