น้องรัช เอย.. บางทีการเชิญมานั่งหันหน้าคุยกันเฉยๆก็ไม่ง่ายนัก หากิจกรรมทำร่วมกันก็น่าจะโอเคนะคะ แต่คนที่เป็นกรรมการต้องเข้าใจเป้าหมายการรวมกลุ่มที่ซ่อนอยู่ข้างหลังด้วย

"คนดี" ย่อมอยากเห็นผู้คนในหมู่บ้านอยู่กันด้วยความรักและเสียสละต่อกัน...ระวังอย่าให้กรรมการ "กีดกัน" คนที่คิดต่างเป็นใช้ได้ค่ะ

โรงรมยางนั้น บริหารจัดการยากกว่ากลุ่มออมทรัพย์มากค่ะ

ที่จริงเมื่อสองเดือนที่แล้วก็ไปเก็บข้อมูลเชิงสถาบันที่หาดใหญ่มาได้หลายโรงพอสมควร (ไปกับเพื่อนฝรั่ง) กำลังคิดอยู่ว่าจะลงไปคุยกับน้าประยงค์ที่นครฯด้วย

ประการแรก ต้องเข้าใจพฤติกรรมการตัดยาง การขายน้ำยางของชาวบ้านค่ะ ประการที่สอง ต้องเข้าใจตลาด

ชาวบ้านที่หาดใหญ่นิยมขายน้ำยาง แต่ทราบมาจากตลาดกลางหาดใหญ่ว่า ชาวบ้านนครฯชอบขายยางแผ่น   ตอนน้ำยางน้อย ชาวบ้านจะขายน้ำยาง แต่ถ้ามีน้ำยางมาก ชาวบ้านอาจทำยางแผ่นเอง ปริมาณน้ำยางที่เข้าโรงรมก็จะน้อยลง เป็นต้น

ราคาขึ้นลง ก็มีผลต่อการตัดสินใจของชาวบ้านว่าจะขายน้ำยางเป็นวัตถุดิบให้เราหรือเขาทำเองแล้วขายยางแผ่น

พฤติกรรมการผสมแป้ง ผสมน้ำในน้ำยางก็เป็นปัญหาเหมือนกัน ถ้ายิ่งใช้แรงงานรับจ้างกรีดยาง ลูกจ้างเหล่านี้จะชอบผสมน้ำหรือแป้ง เพราะจะได้ส่วนแบ่งตามน้ำหนัก   แต่ถ้าเจ้าของสวนทำเอง ดูเหมือนปัญหาจะน้อยกว่า....

เวลาเข้าโรงรม ที่หาดใหญ่ไม่มีแรงงานต้องจ้างคนอีสาน หรือ คนลาว ที่เทพราชมีแรงงานหรือไม่ ดูแล้ว งานรมยางเป็นงานที่ต้องใช้แรงงาน และใช้น้ำมากอยู่ค่ะ รวมถึงเชื้อเพลิง

ทักษะในการใส่เชื้อเพลิงเพื่อคุมอุณหภูมิไม่ให้สูงเกินไปจนน้ำในน้ำยางเดือด ทำให้ยางแผ่นเต็มไปด้วยฟองอากาศปุปะ ก็เป็นอีกเรื่องที่ต้องคุม ประธานโรงรมเทพราชคนเก่าบอกว่า ผลผลิตเขาเสียหายหมดก็เพราะ เร่งไฟรมควันแรงเกินไปนี่แหละคะ

เรื่องตลาดก็เหมือนกัน ทำแล้วจะส่งตลาดกลางที่นครฯ หรือต้องส่งโรงงานรับซื้อยางแผ่น (ที่ไหน?)... ต้นทุนตรงนี้จะเป็นอย่างไร

ที่สำคัญ .. ต้องสรุปบทเรียนความล้มเหลวของพื้นที่ในอดีตค่ะ