เนื่องจากครูส้มประสบปัญหาในการนำ ตอนที่ ๑ ขึ้น  โดยข้อความส่วนท้ายหายไป  จึงขอนำมาต่อที่ส่วนของความคิดเห็นนี้ค่ะ<div>…………………………….</div>


ลักษณะของโรงเรียน

(ต่อจากส่วนของบันทึก) 

ในโรงเรียนก็จะมีกิจกรรมที่จะให้ผู้ปกครองเข้าใจการเรียนการสอน  เพราะว่าจะต้องค่อยๆทำความเข้าใจไปด้วยกัน  ผ่านงานหลายรูปแบบ เช่น งานบอกเล่า...ก้าวพอดี  ที่จะทำความเข้าใจว่าลูกๆ จะเรียนอะไร อย่างไรในภาคเรียนหนึ่งๆ  การจัด Workshop เพลินวิชาการ  เพื่อให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าลูกเรียนอย่างไร  ถ้าผู้ปกครองได้มาเรียนด้วยกระบวนการอย่างนั้นก็จะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเองได้บ้าง  เป็นการย่นย่อกระบวนการให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าลูกเรียนแบบนี้ 

การสื่อสารระหว่างโรงเรียนกับผู้ปกครองก็จะมีจดหมายข่าว  วารสารเพลินใจ  นอกจากนั้นผู้ปกครองยังร่วมกับโรงเรียนในการทำห้องสมุดเพลินพัฒนา  โดยการนำหนังสือที่อ่านแล้ว จากบ้านจำนวน ๕ เล่ม มาสมัครเป็นสมาชิก  เมื่อครบปีแล้วหากประสงค์จะยกให้ห้องสมุดของโรงเรียนก็ได้  หรือจะนำกลับคืนไปก็ได้  เป็นการทำให้โรงเรียนมีห้องสมุดหลายแห่ง  ทั้งห้องสมุดอนุบาล  ห้องสมุดของพี่โต และห้องสมุดของครอบครัว

 

ห้องเรียนพ่อ แม่ ก็เป็นห้องเรียนที่ผู้ปกครองสร้างกันขึ้นมาเอง  เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการเลี้ยงดูลูก  และทางวิชาการ  ตัวพ่อแม่เองก็จัดกิจกรรมในช่วงปิดเทอมกันเองที่สอดคล้องกับแนวทางของโรงเรียน  เช่น การจัดค่ายเด็กรักป่า  ซึ่งถ้าไม่มีการจัดสรรให้เกิดขึ้น  เด็กก็จะไม่มีโอกาสไปพบกับชีวิตที่เขาเองเป็นเด็กเมือง อยู่แต่ในเมือง  โลกทัศน์ต่างๆ ก็จะแคบ  เราต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้นอกตัวเองออกไป  ทั้งการจัดการที่เรียกว่าภาคสนามของโรงเรียน และจากกิจกรรมของห้องเรียนพ่อแม่  ที่จะช่วยกันสอนค่านิยม และวิถีปฏิบัติอันพึงประสงค์ให้เกิดขึ้น

ที่พูดถึงผู้ปกครองมากหน่อยก็เพราะส่วนหนึ่งความสำเร็จจากการจัดการเรียนการสอนแนวใหม่นี้  ขึ้นอยู่ก้บความร่วมมือและความเห็นพ้องของผู้ปกครองเป็นสำคัญ 

 

อีกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ  องค์กรครอบครัวเพลินพัฒนา  ซึ่งมีสภาครอบครัวฯ ที่มาจากตัวแทนระดับชั้นละ ๓ ท่าน  ได้สร้างกิจกรรมหลายอย่างที่โรงเรียนเพียงรับทราบ ไม่ได้เป็นแรงสำคัญ  เช่น มีการจัดตั้งเพลินรักบี้คลับ  เพลินเทเบิ้ลเทนนิสคลับ ด้วยความคิดว่าสอนลูกคนเดียวไม่สนุก  น่าจะสอนเพื่อนๆ ของลูกด้วย  สอนกีฬา และสอนมิตรภาพ สอนชีวิต เป็น Active Learning ชนิดหนึ่ง  ต้องขอขอบคุณที่ผู้ปกครองไว้วางใจเต็มที่กับโรงเรียน  และได้ช่วยสร้างเครือข่ายให้เด็กได้รู้จักเพื่อนนอกโรงเรียนด้วย

 

เรายังมีโรงเรียนที่เป็นเครือข่าย คือ โรงเรียนลำปลายมาศ ที่บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิของคุณเจมส์ คลากส์ และ ความดูแลของคุณมีชัย วีระไวทยะ  ได้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับโรงเรียนเพลินพัฒนากันมาแล้วหลายครั้ง

 

และบนพื้นที่ใกล้โรงเรียนเราก็มีคุณลุงชวน ซึ่งเป็นเจ้าของสวนเจียมตน ที่ยึดแนวทางการทำเกษตรผสมผสาน  อยู่ห่างจากโรงเรียนไปไม่ไกล  เพียงแค่ไม่ถึงสิบนาทีโดยรถยนต์  คุณลุงเห็นพื้นที่ตรงนี้มาตั้งแต่ยังไม่มีถนน  เป็นเรือกสวนไร่นา  ต้องพายเรือเข้ามา 

 

สิ่งที่เราคาดหวังก็คือทุกคนที่เข้ามาสัมผัสกับโรงเรียนเพลินพัฒนา  จะต้องเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้  และเมื่อเด็กๆ ได้เติบโตมาในสังคมที่ทุกคนรักการเรียนรู้แบบนี้  ก็ต้องมีใจที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้  และมีส่วนที่จะสร้างสังคมอุดมปัญญา  ไม่ว่าเขาจะไปทำอะไรในอนาคตก็ตาม

 

หลังจากที่ได้รู้จักกับบริบทของโรงเรียนทั้งสองโรงเรียนนี้แล้ว  ต่อไป  จะเริ่มนำ เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ทั้งสองโรงเรียนได้สร้างขึ้น  ขอเชิญครูอิ่มค่ะ

</span>