ขอบคุณคุณต้องครับ ในหนังสือ ตัวกูของกู โดย ท่านพุทธทาส หน้าที่ 31 ได้อรรถาธิบายถึงเรื่อง สวรรค์เอาไว้อย่างมีนัยสำคัญ  ที่ว่า

คนทั้งหลายที่ไม่รู้ความจริงก็หลงใหลในสวรรค์มุ่งกันแต่จะเอาสวรรค์ซึ่งเป็นสุขาวดีซึ่งเป็นแดนที่ตนจะได้เสพกามารมณ์ตามปราถนาเป็นเมืองที่ตนจะหาความสำราญได้อย่างสุดเหวี่ยง แบบสวรรค์นิรันดรของศาสนาอื่นๆ ที่เขาใช้สวรรค์เป็นเครื่องล่อให้คนทำความดี คนจึงไม่สนใจที่จะดับทุกข์กันที่นี่และเดี่ญวนี้ตามความมุ่งหมายอันแท้จริงของพุทธศาสนานี่คืออุปสรรคสำคัญและเป็นข้อแรกสุดเพราะไปมุ่งเอาตัณหาอุทานกันเสียหมดฉะนั้นเราต้องสั่งสอนกันเสียใหม่และพุทธบริษัทควรจะเข้าใจให้ถูกต้องว่าสวรรค์ดังที่กล่าวเป็นเมืองที่จะต้องไปให้ถึงนั้นเป็นการกล่าวอย่าง บุคคลาธิษฐาน คือการกล่าวสิ่งที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม หรือเป็นวัตถุขึ้นมา การกล่าวเช่นนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่อเบื้องต้นที่เหมาะสำหรับบุคคลไม่ฉลาดทั่วไปที่ยังไม่มีสติปัญญามากพอที่จะเข้าถึงความหมายอันแท้จริงของพุทธศาสนาได้แม้คำว่านิพพานซึ่งหมายถึงการดับทุกข์ ก็ยังกลายเป็นเมืองแก้ว หรือนครแห่งความไม่ตายมีลักษณะอย่างเดียวกับ เทียนไท้ หรือสุขาวดี ของพวกอาซิ้มตามโรงเจทั่วไป สุขาวดี ตามความหมายอันแท้จริงก็มิได้หมายความดังที่พวกอาซิ้มเข้าใจเช่นเดียวกัน แต่มีความหมายถึงนิพพานคือความว่างจากกิเลส ว่างจากทุกข์ มิได้หมายถึงบ้านเมืองอันสวยงามทางทิศตะวันตก ซึ่งมีพระพุทธเจ้าชื่อ อมิตาภะ ประทับอยู่เป็นประธานที่ใครๆ ไปอยู่ที่นั่นแล้วก็ได้รับความพอใจทุกประการอย่างที่ตนหวังเพราะว่าแวดล้อมไปด้วยสิ่งสวยงามและรื่นรมย์ที่สุดมนุษย์หรือเทวดาจัมีได้ นี่เป็นการกล่าวอย่างบุคคลาธิษฐานทั้งนั้น
(1)
 


อ้างอิง

(1) พุทธทาสภิกขุ (พระธรรมโกศาจารย์; เงื่อม อินทรปัญโญ). ตัวกูของกู.--กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2549