ขอบพระคุณที่ให้โอกาส...ค่ะ
"เมื่อใดก็ตาม...ที่เราอยู่ ณ สภาวะที่เป็นอยู่" เราก็ยอมรับต่อความเป็นไปนั้นได้ ทางด้านจิตวิทยามีทฤษฎีมากมายที่น้อมนำบุคคลให้ยอมรับต่อตนเองได้... แต่ที่ลึกไปกว่านั้น พระพุทธองค์ท่านได้เจอคำตอบอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ อริยสัจทุกข์ ... ชี้ทางสว่างให้สรรพสิ่งได้รู้จักทุกข์และเรียนรู้การดำรงอยู่ท่ามกลางสภาวะทุกข์นั้นได้ แม้ว่ามนุษย์จะพยายามหลีกเร้นนำพาตนเองออกจากทุกข์ แต่ก็ต้องไปเผชิญหน้ากับอีกสภาวะทุกข์หนึ่งอยู่เสมอ ดังนั้นจึงไม่อาจที่จอบอกได้เลยว่าเรานั้นเลี่ยงทุกข์ได้...
หนทางแห่งการพอรอด พอไหว ท่านก็ชี้ทางให้แล้วนั่นคือ "มรรค8" ที่หากน้อมพิจารณาแล้ว...นั่นก็สามารถนำมาสู่วิถีแห่งการใช้ชีวิตได้ในทุกๆ เรื่อง ดังนั้น การทำจะนำทางตนเองให้พออยู่พอได้พอไหวท่ามกลางทุกข์ที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้น ... ด้วยภาษาง่ายๆ คือ ละทำสิ่งที่ไม่ทั้งภายในและภายนอก เมื่อเราละทำสิ่งไม่ดีได้ เราก็จะสามารถทำสิ่งที่ดีได้ง่ายขึ้น เช่น ทำงานเหนื่อยอยากด่าคน เราอดทนที่จะไม่ด่า เมื่อเราไม่ด่า สภาวะบีบคั้นที่ทำให้อยากด่าก็จะหดหายไป สักพักสภาวะใหม่ก็จะเข้ามาแทนที่ เป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยๆ ภายใต้กฏไตรลักษณ์... ฝึกดู ฝึกทำ ฝึกอดทนอย่างต่อเนื่อง (สมาธิเกิด) ที่สุดความคิดเราก็จะสว่างขึ้น คิดหาทางออกที่เหมาะสมได้ โดยที่เราไม่จำเป็นต้องด่าใครในการทำงานก็ได้...
เมื่อเรารู้ การรู้จะน้อมนำให้เกิดการยอมรับต่อเรื่องที่รู้นั้นได้มากขึ้น แล้วเราก็จะยุติการกระทำที่ไม่ดีไม่เหมะสมได้...
เช่น เรารู้ว่าเราอ้วน เราจึงไปหายาทานลดความอ้วน นั่นน่ะเป็นสภาวะรู้ที่ยังเข้าไม่ถึงการรู้แจ้งชัดในเรื่องอ้วน หากแต่เมื่อฝึกการพิจารณาถึงว่าทำไมถึงอ้วน เหตุแห่งการอ้วนนั้นคืออะไร เมื่อรู้ไปถึงเหตุการรู้ก็เริ่มลึกซึ้งขึ้น ... เมื่อลึกซึ้งขึนก็ตระหนักขึ้น เมื่อตระหนักขึ้น ก็จะทำสิ่งที่เหมาะสมมากขึ้น
ตัวอย่างเรื่องด่า หรือเรื่องอ้วนนี้ ... นั่นก็คือ เรื่องทุกข์นั่นเอง