*เป้าหมายของการฝึกทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร ก็เพื่อให้ผู้นั้นเป็นผู้มีวุฒิภาวะ เข้าใจโลก และรู้เท่าทันชีวิต

*การฝึกให้คน   รู้เท่าทันการสื่อสาร รู้เท่าทันโลก รู้เท่าทันชีวิต รู้เท่าทันทั้งจิตใจของผู้อื่น และจิตใจของตนเอง

********                    ********                   ********

พี่แอมป์คะ บันทึกนี้ ถ้าไม่ได้อ่านคงเสียใจมาก

พี่แอมป์เขียนไว้นานแล้วแต่น้องได้ใช้เป็นประโยชน์แล้วค่ะ

ได้คิด ไตร่ตรอง ว่าเป็นความคิดรวบยอดที่เรา-น้องน่ะค่ะ คิดว่า แม่,พ่อ,ครูและกัลยาณมิตร หรือใครอีกก็ตามต้อง "มี"  ความคิดที่จะฝึก ความคิดที่จะทำตัวเองให้เป็นแก้วว่างเปล่า หรือยังไม่เต็มเพื่อรองรับ ความรู้ การเรียนรู้ที่มีวิธีการที่หลากหลาย ต้องใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานตลอดชีวิต และต้องแลกด้วยจิตวิญญาณแท้ๆ

 

......น้องเอง หลายต่อหลายประเด็นของความคิด ได้มาจากลูก-คนใกล้ตัว ซึ่งตัวเล็ก ๆ

บางครั้งเราตั้งใจเพียงแค่ฟังความคิดเขาดู

หรือเราคงเพียงแค่ จะพยายามเข้าใจและเรียนรู้ให้เท่าทันการสื่อสารแบบเด็ก ๆ ของเขา

...การณ์กลับกลายเป็นว่า เขาให้ความคิด ความรู้แก่เราในอีก..ใช้คำว่า อีกมิติหนึ่งก็แล้วกัน

ตัวอย่างไม่นานมานี้

แม่ไปงานโรงเรียนของเขา เราพูดคุยกันเรื่องจดหมายที่แม่เขียนถึงเขา และเรื่องเล่าเกี่ยวกับตัวเขาที่แม่เอามาลงเวบนี้

ทำนอง ขออนุญาตเขานั่นเอง..(เคารพในสิทธิส่วนบุคคลของเขาค่ะ)

เขาจึงจูงแม่ไปดูหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วชวนคุยว่า

"แม่ที่แม่เขียนถึงน้องนั้น มันดีนะ ตรง ๆ ดี"

"แต่นี่ เล่มนี้ น้องสนใจ น้องอ่าน ๆ แล้วอยากแนะนำให้แม่ลองศึกษาดู แนวทางเขียนของคน ๆ นี้ เป็นแนวที่น้องชอบ และถ้าแม่ชอบ หรือลอง..ไม่ใช่ว่าcopyนะแม่  แต่น้องว่า เป็นแนว ๆ จิตวิทยาที่เหมือน ๆ เวลาแม่พูดคุยกับคนไข้ของแม่ คือบางทีบางอย่างน้องเห็นว่าแม่ไม่ได้พูดตรง ๆ แต่ฟังแล้วมันเข้าใจ"

แม่เองยัง งง ๆ

ต่อเมื่อเห็นหนังสือเล่มที่ว่า และหาซื้อกลับมาอ่าน จึงพอเข้าใจความคิดเห็น หรือถือเป็นความรู้อีกหนึ่งเรื่อง..จากลูกเราเอง เด็กวัยสิบขวบ

หนังสือเล่มนี้ และที่แม่ต้องไปหาซื้อมาอ่านเกือบครบ คือ หนังสือเขียนเรื่องและภาพ โดย จิมมี่ เหลียว

นักเขียนดังแล้วค่ะ..ตอนนี้

อืม..คืออย่างน้อย แม่กำลังคิดว่า การที่บางครั้งเราคิดว่า เราเป็นผู้ใหญ่ เป็นครู เป็นแม่  เรามีความหวังดี หวังอยากสอน..ตามที่พี่แอมป์เขียนไว้ว่า

*เป้าหมายของการฝึกทักษะการรู้เท่าทันการสื่อสาร ก็เพื่อให้ผู้นั้นเป็นผู้มีวุฒิภาวะ เข้าใจโลก และรู้เท่าทันชีวิต

บางครั้งผลพลอยได้ เราเองแหละค่ะ คือผู้ได้ อานิสงส์นั้น ๆ (หรือได้รับการสอน) จากผู้ที่เรานึกว่าเราเป็นผู้สอนเขา น่ะค่ะ

 

ยาวยืดไปหน่อยนะคะ ;P

                รวมถึงการฝึกให้เป็นผู้มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีมโนธรรมและเป็นคนดีโดยเนื้อแท้นั้น ต้องอาศัยวิธีการที่หลากหลาย ต้องใช้เวลาต่อเนื่องยาวนานตลอดชีวิต และต้องแลกด้วยจิตวิญญาณแท้ๆของความเป็นพ่อ แม่ ครู และกัลยาณมิตร ที่รักและห่วงใยชีวิตเล็กๆทุกชีวิตที่อยู่ในความดูแลของเราด้วยใจจริงเท่านั้น