จากเรื่องเล่าของคุณกิจที่ทางแผนงานฯได้คัดเลือกมาร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

แรงกระตุกที่ได้จากวงสำหรับตัวเองคือ คนเหล่านี้เห็นคุณค่าของตัวเอง เห็นคุณค่าของงานที่ทำ รวมถึงเห็นคุณค่าของเพื่อนร่วมงาน คนไข้ ซึ่งก็สอดคล้องกับการสังเคราะห์ของทีมปรัชญาที่เห็นว่าผู้คนที่ทำงานเหล่านี้เห็นคุณค่าจึงทำดี และมีความสุข

พอเห็นคุณค่า เราก็มักจะทำสิ่งนั้นๆอย่างเต็มที่ อย่างถนุถนอม อย่างมีความรัก ความเชื่อมั่น ความศรัทธา ถ้าเทียบกับตัวเองก็คือถ้าเราเห็นค่าใครสักคน เราก็อยากทำอะไรดีๆให้คนนั้น เราก็จะมีความอดทนกับคนนั้นมากไปกว่าคนอื่น เราก็จะยอมอภัยให้เค้าได้ง่ายกว่าคนอื่น

ถ้าจะวิสัชนาคำถามของอาจารย์

อยากจะตอบเป็นประเด็นคือ

ประเด็นที่ 1 ทำไมคนทำงานบางคนยิ่งทำ ยิ่งเครียด ยิ่งจิตตก มันคงมาจากเหตุผลอื่นๆมากมาย การไม่เห็นคุณค่าของงานนั้นก็หนึ่งละ การตั้งความหวังกับสิ่งที่ทำลงไปนั้นก็เป็นประการที่สอง ยิ่งถ้าหวังมากแล้วไม่ได้ดังหวังก็จะเครียด จิตตก

ประเด็นที่ 2 ทำไมคนบางคนทำงานไป มีความสุขไป ถ่ายทอดความสุขให้คนรอบข้าง คงต้องย้ำเหตุผลเดิมของตัวเองว่าเค้าเห็นค่าของงาน แถมด้วยเห็นค่าของเพื่อนร่วมงาน คนไข้ ทำให้เค้าอยากทำสิ่งดีๆ ทำให้คนที่เค้าเห็นค่ามีความสุข รวมไปถึงความรู้สึกเท่าเทียมกัน รู้สึกว่างาน เพื่อน คนไข้ เป็นส่วนที่มาเติมเต็มชีวิตเรา

ประเด็นที่ 3 ทำไมคนบางคนทำงานไป ระบายความทุกข์ใส่คนอื่นไป อาจเป็นเพราะเค้ามองไม่เห็นค่าของคนอื่น ไม่เห็นค่าเพื่อนร่วมงาน เห็นแต่คุณค่าของตัวเอง ของงานที่ทำ คิดว่าใครทำงานก็ไม่ดีเท่า ไม่มีคุณค่าเท่าเค้าทำเอง ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจเค้า เค้าก็เลยอาจจะทำไม่ดีกับคนอื่นไปบ้าง ทำให้คนอื่นทุกข์ไปบ้าง แต่นั่นก็ไม่ได้แสดงว่าเค้าเป็นคนไม่ดี เพียงแต่เค้าอาจจะยังไม่เปิดใจ เปิดโอกาส หรือยังไม่เห็นค่าของคนอื่นเท่านั้นเอง