ขออนุญาตเพิ่มเติมค่ะ...

ในบุคคลที่กระทำงานอย่างมากมาย แต่ทำไมเกิดปิติเกิดขึ้นจากการงาน ยิ่งทำงานมากยิ่งก่อเกิดเป็นพลังงานมากอย่างมหาศาลนั้น...

นั่นอาจเป็นเพราะการตั้งต้นดั่งที่กะปุ๋มให้ทัศนะในเบื้องต้น..นั่นคือ การเริ่มต้นการมีความคิดเห็นที่มองตามเหตุแห่งความเป็นจริง (สัมมาทิฐิ) และเมื่อเราตั้งมั่น พากเพียรต่อการงาน จิตจ่ออย่างต่อเนื่องและรู้ตัว ทำงานภายใต้สัจจะไม่เป็นการกระทำสิ่งอันเป็นอกุศลเช่น ไม่ขัดกฏ ระเบียบ ไม่ทำสิ่งที่บิดเบือนความจริง(ไม่กระทำใดใดที่โน้มไปทางชั่ว)... จิตที่ผลักให้กระทำสิ่งแสดงออกมาภายนอกผ่านการลงมือทำงาน ณ ขณะนั้นดวงจิตจะเคลื่อนหรือเลื่อนไหลไปสู่สภาวะแห่งความลุ่มลึกที่ละเอียดขึ้น ประสบการณ์ผ่านปัญหาและอปสรรคจะน้อมนำให้คนทำงานเกิดปัญญาและมีมุมมองต่างๆ ลึกซึ้งขึ้น... ใช้ใจใคร่ครวญมากกว่าสมองอย่างเดียว ... สภาวะต่างๆ เหล่านี้กระตุ้นให้สารชีวเคมีด้านดีหลั่งออกมาอย่างมากมาย... ก่อเกิดเป็นพลังงานอย่างมากมายในร่างกายนี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าบุคคลที่ทำงานด้วยพลังแห่งความปิตินี้ส่วนใหญ่ค่อนข้างจะมีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่จำเป็นต้องป่วย...

ร่างกายที่ดำรงอยู่นี้...อิงอาศัยด้วยจิตที่เบิกบาน ก็จะน้อมนำไปสู่สุขภาวะที่ดี การมองสิ่งต่างๆ ตามจริงจะทำให้จิตยอมรับสิ่งต่างๆ อย่างไม่บิดเบือน ทุกข์ในภาระงานก็รับรู้ตามจริง เมื่อรับรู้ตามจริงความตั้งใจในการกระทำจะก่อเกิดตามมาอย่างเป็นอัตโนมัติ รวมไปถึงความพากเพียร อดทน จอจ่อ ต่อเนื่องอย่างรู้ตัว เหล่านี้... รวมเป็นพลัง

พลังเรามีทั้งทางด้านบวก และด้านลบ การทำงานก็เช่นเดียวกันเราเลือกที่จะน้อมนำตนเองทำงานด้วยพลังด้านบวกหรือด้านลบ ... ไม่ว่าด้านใด บางครั้งอาจเห็นผลสำเร็จของงานได้เหมือนกัน แต่สิ่งที่เหลือตกค้างจะไม่เหมือนกัน ... บุคคลที่ใช้พลังด้านบวก (ความดีงามจิตอันเป็นกุศล-ความตั้งใจ)จะยิ่งปิติและก่อเกิดเป็นพลังงานอย่างมหาศาล(มนุษย์มีศักยภาพภายในอย่างไม่มีขีดจำกัด) แต่บุคคลที่ใช้พลังด้านลบ(ความโกรธ ความอยากได้อยากมีต่างๆ ความพอใจหรือความไม่พอใจ)ทำงาน เมื่อเสร็จสิ้นงานแล้วแทบจะหมดเรี่ยวแรงเลยทีเดียว...

(^___^)

ขอบพระคุณค่ะ