จุดเริ่ม...ของความแตกต่าง
น่าจะมาจาก "เจตนาและความตั้งใจ" ที่ตั้งต้นในใจตนเอง จากการถูกผลักออกมาจากการที่มีความคิด ทัศนะคติต่อการทำงานนั้นของตนเอง... ความคิด ความเห็นหรือทัศนะคติ (สัมมาทิฐิ) ต่อการทำงานของแต่ละคนมีระดับของความลุ่มลึกที่แตกต่างกันออกไป...
บุคคลที่มีความลุ่มลึกที่ละเอียด จะมองงานด้วยใจที่ศรัทธา...มากกว่าการมุ่งไปทางวัตถุหรือลาภยศ สรรเสริญ... คล้ายน้อมนำไปทางจิตอันเป็นกุศลที่มุ่งไปเพียงเพื่อการแบ่งปัน...บุคคลที่มีต้นทุนโน้มมาทางนี้จะทำให้ใคร่ครวญต่อปัญหาและอุปสรรคในการทำงานด้วยปัญญาอัตโนมัติ และทำให้เรียนรู้ต่อการผ่านปัญหาและอุปสรรคนั้นไปได้ หรืออยู่กับปัญหาและอุปสรรคนั้นได้
ดังนั้นในมิติการทำงานนั้นอาจจัดเป็นเครื่องมือที่น้อมนำให้คนทำงานได้ใช้เป็นโอกาสในการพัฒนาทางด้านจิตใจและฝึกฝนตนเองให้ก้าวผ่านสิ่งอันเป็นอุปสรรคและขัดขวาง (ความโกรธ ความอยากได้อยากมี ความหลงต่างๆ รวมถึงทั้งความชอบใจ และไม่ชอบใจต่างๆ ) ในคนทำงานไม่มีใครที่จะไม่เจอปัญหา(ทุกข์)ในงาน ไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงไปได้ แต่รูปแบบการเผชิญต่อปัญหานั้นต้นทุนทางจิตใจของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน แต่ก็สามารถที่สั่งสมให้เกิดขึ้นได้ในทุกคน โดยเริ่มจากแรงผลักภายในนั่นก็คือ การน้อมนำไปสู่การเปลี่ยงแปลงมุมมองและทัศนะคติที่เป็นไปตามความเป็นจริงภายใต้เหตุและผลของการเกิดสิ่งต่างๆ
การส่งเสริมให้คนลดการสาดพลังแห่งความทุกข์...ได้นั้นต้องเริ่มจากการชี้ให้บุคคลนั้นได้มองเห็นความทุกข์ของตนเองให้ได้ ไม่เลี่ยง แต่ให้เผชิญและยอมรับและเรียนรู้วิธีการอยู่กับทุกข์นั้น... ในคนทำงานก็เช่นเดียวกัน... ที่เราทุกข์เพราะเราอยากผลักไส สภาวะที่เป็น "ภาระ"...ที่เรารู้สึกนั้นอยากผลักไสออกไปให้ไกลจากชีวิต แต่ในความเป็นจริงของการทำงาน เรายังต้องยังอยู่กับภาระที่เรารู้สึกนั้นอยู่ ดังนั้นแทนที่จะให้บุคคลผลักภาระนั้นออกไป แต่เราเปลี่ยนให้เขาได้เรียนรู้กับการอยู่กับภาระนั้น ได้ตามสภาพแห่งความเป็นจริง ด้วยการดึงและน้อมนำพลังด้านดีที่มีอยู่ในตัวบุคคลมาใช้เพื่อเรียนรู้อยู่กับสภาวะของตน
และการที่บุคคลสาดทุกข์ใส่คนอื่นนั้น เพราะเป็นสภาวะแห่งการผลักไส ... แต่หากให้บุคคลได้เรียนรู้ที่จะไม่ผลักไส นั่นน่าจะเป็นทางออกที่พอเป็นไปได้สำหรับคนหน้างานต่างๆ ขณะเดียวกันเสริมสร้างและกระตุ้นเมล็ดพันธุ์ที่ดีที่มีอยู่ในตัวบุคคลให้งอกและให้เจริญให้ได้ แต่ในการบ่มเพาะนั้นบุคคลต้องเรียนรู้การบ่มเพาะด้วยตนเอง ด้วยความอดทน ...
ที่สุดหากบุคคลได้ตั้งต้น...ทางความคิด ความเห็น...ที่ถูกต้องตามจริงตามเหตุและปัจจัย จากั้นอาศัยความพากเพียร อดทน อดกลั้น ทำสิ่งที่ต่างๆ ภายใต้แห่งความถูกต้อง ต่อเนื่อง ตั้งมั่น และอย่างรู้ตัว... บุคคลนั้นก็จะได้เรียนรู้การผ่านปัญหาและอุปสรรคแห่งการงานไปได้ หรืออยู่กับปัญหาและอุปสรรคแห่งการงานนั้นได้ด้วยใจที่เบิกบานค่ะ
เชื่อเช่นนั้นค่ะ
(^___^)
ขอบพระคุณอาจารย์ที่สอนอย่างไม่ได้สอนค่ะ
ตัวอย่างเช่น...
หากการทำงานบางอย่างที่หัวหน้าไม่เห็นด้วย แทนที่เราจะโกรธหรือไม่พอใจหัวหน้า เราหยุดอยู่นิ่งๆ กับลมหายใจของเราให้ความโกรธหรือไม่พอใจนั้นเบาบางลงไป จากนั้นค่อยๆ ใคร่ครวญหาทางออกแห่งการงานว่ามีช่องทางใดบ้างที่เราจะได้ทำงานที่เราเชื่อว่าเป็นงานที่ดีมีคุณค่าและก่อเกิดประโยชน์ มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่อยากนำมายกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เช่น การที่หัวหน้าไม่อนุมัติให้ไปทำงานภายนอกองค์กร แต่เมื่อเราพิจารณาแล้วว่างานภายในเราไม่เสีย งานภายนอกเราพอมีประโยชน์อยู่บ้าง เมื่อหัวหน้าไม่ให้ไปเราก็ไม่ตัดโอกาสตนเองในการเรียนรู้แต่ก็ไม่ขัดแย้งกับหัวหน้า...แต่เราอาจใช้เวลาที่อยู่ภายใต้สิทธิที่เราพึงมีตามสถานะโดยไม่เป็นการเบียดเบียนทั้งอารมณ์ ความคิด ความรู้สึกที่จะก่อเป็นความขัดแย้งใดใดในองค์กร ขณะเดียวกันเราก็ได้ทำงานทีเราปรารถนาอยากจะทำ ...
เมื่อไรที่เราหยุดการใช้อารมณ์ นำพาตนเองสู่สภาวะแห่งความสงบภายในเราจะได้ใช้โอกาสใคร่ครวญเรื่องราวปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่ได้ดีขึ้นจนนำไปสู่เป็นสภาวะแห่งความกระจ่าง โดยที่เราไม่ต้องใช้ความรุนแรงทั้งทางอารมณ์ และความรู้สึกนึกคิด...