ดีใจแทนเด็ก ๆ นะคะ ที่มีคุณหมอที่เข้าใจในจิตวิทยาของเด็ก  ที่ส่วนใหญ่มักจะกลัวในสิ่งที่ตัวเองสัมผัสไม่ได้ 

                   ขอเล่าประสบการณ์ของตัวเองให้ฟังนิดนึงนะคะ  เคยพาลูกสาวคนโต ซึ่งขณะนั้น อายุประมาณ เกือบ 5 ขวบ  ไปหาหมอฟันท่านหนึ่ง (ขอไม่เอ่ยนามท่านนะคะ) หลังจากตรวจเช็คสุขภาพฟัน คุณหมอท่านนั้น ก็ลงความเห็นว่า ลูกสาวมีฟันผุหนึ่งซี่ ซึ่งจะต้องทำการอุด เนื่องจากเป็นฟันกรามมิฉะนั้นจะส่งผลต่อฟันซี่อื่น ๆ ในระหว่างที่คุณหมอเจรจาต่อรองกับลูกสาวอยู่นั้น คุณแม่ก็เพียงแต่มองดูห่าง ๆ เพียงเพื่ออยากส่งสายตาเป็นกำลังใจให้ลูกเท่านั้น นี่คือบทสนทนาระหว่างคุณหมอ กับ คนไข้ (ลูกสาวดิฉัน)

คุณหมอขา จะเจ็บไหมค่ะ  ลูกสาวดิฉันแสดงท่าทีอิดออด ถึงแม้ว่าดิฉันจะพามาพบทันตแพทย์อยู่อย่างต่อเนื่องก็ตาม  แต่เนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่จะต้องโดนฉีดยาชา และเป็นครั้งแรกที่ดิฉันเปลี่ยนมาหาหมอคนนี้

               เจ็บสิ ไม่เจ็บได้ยังไง

ลูกสาวดิฉันได้ฟังดังนั้น ก็ส่งสายตาวิงวอนมายังดิฉันและก็เริ่มร้องไห้ ซึ่งดิฉันก็ทำได้เพียงแต่ส่งสายตากลับให้ลูกเพื่อเป็นกำลังใจให้เขา ไม่กล้าที่จะเอ่ยปากสนทนาใด ๆ เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการรบกวนการทำงานของแพทย์

             จะร้องทำไมเนี่ย  ตกลงจะให้หมอฉีดยาชาให้หรือว่าให้หมออุดฟันเลยโดยไม่ต้องฉีดยาชา

ลูกสาวดิฉันเมื่อได้ฟังดังนั้น ยิ่งร้องไห้หนักไปอีก

             อย่าร้องนะ ถ้ายังร้อง เดี๋ยวหมอจะไล่แม่ให้ออกนอกห้องนะ

เอาหละสิ เจ้าลูกสาวตัวดียิ่งร้องหนักเข้าไปอีก  คราวนี้คุณหมอก็เลยไล่ดิฉันออกจากห้องทันที

ดิฉันจึงไม่มีโอกาสเห็นกรรมวิธีของคุณหมอ ว่าทำอย่างไรบ้าง รู้แต่ว่าหลังจากวันนั้น จนกระทั่งบัดนี้ แม้จะผ่านมาแล้ว 4 ปี แต่เมื่อถึงเวลาจะต้องไปตรวจฟันตามปกติ ลูกสาวจะอิดออดทุกครั้ง ต้องใช้เวลาในการอธิบายเป็นเวลานาน

           เห็นด้วยอย่างยิ่งคะ ว่าจิตวิทยาของคุณหมอ จะมีส่วนช่วยให้เด็กไม่กลัวการทำฟัน เพราะต่อให้ทางคุณพ่อคุณแม่ จะพูดมาดีแล้วอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อมาเจอหมอที่พูดกับเด็กไม่ดี นอกจากจะทำให้เด็กรู้สึกกลัวแล้ว ก็จะยิ่งทำให้เด็กฝังใจไปตลอด

            โชคดีค่ะที่ลูกสาวคนเล็ก ไม่กลัวหมอฟันเลย ถึงแม้ว่าจะอายุเพียง 4 ขวบ ในการต้องเข้ารับการขูดหินปูนคราวแรก ก็สามารถเข้าห้องไปกับหมอฟัน 2 ต่อ 2 โดยที่คุณแม่ไม่ต้องตามเข้าไปเลยค่ะ  คุณหมอยังเอ่ยชมในความเก่งเลยค่ะ

          ขอฝากเทคนิคดี ๆ ให้คุณแม่หลาย ๆ ท่านดังนี้ค่ะ

  • ในการนำเด็กมาหาหมอฟันนั้น ไม่ควรจะพามาเมื่อถึงเวลาที่มีปัญหาเท่านั้น ควรจะพาเด็กมาพบแพทย์เป็นประจำทุก ๆ 6 เดือน หรือตามเวลานัด เพื่อเป็นการตรวจสุขภาพฟัน และช่องปาก ตามปกติ 
  • และควรเริ่มพามาเมื่อเด็กเริ่มมีฟัน หรือยังอยู่ในช่วงขวบปีแรก เพื่อให้คุ้นเคยกับคุณหมอและเครื่องมือ
  • และที่สำคัญ ไม่ควรจะปิดบังถึงความเจ็บปวด แต่ควรอธิบายให้เด็กเข้าใจถึงสิ่งที่ต้องเจอ
  • และหากเป็นไปได้ เมื่อตัวคุณแม่ไปพบทันตแพทย์เอง อาจให้เด็กได้มีโอกาสเข้าไปดูคุณแม่รับการตรวจด้วย และคุณแม่ไม่ควรแสดงความกลัวให้เด็กเห็นนะคะ  (ถึงแม้ในใจจะกลัวก็ตาม)