นานมาแล้วเคยอ่านขำขันเรื่องหนึ่ง (ซึ่งไม่แน่ใจนักว่าเป็นขำขันหรือเรื่องจริง) ในนิตยสาร วีรธรรม เรื่องมีอยู่ว่า

ข้อความโฆษณาบนหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งประกาศว่า "ผมจะบอกวิธีทำให้คุณรวย เพียงส่งเงินหนึ่งเซ็นต์มาให้ผม พร้อมซองติดแสตมป์ส่งกลับถึงคุณ ผมจะบอกเคล็ดลับนี้ให้"

ปรากฏว่าประชาชนสนใจอย่างล้นหลาม เมื่อส่งเงินไป (ถูกมาก เพียงเซ็นต์เดียวเท่านั้น) ไม่กี่วันก็ได้รับคำตอบเป็นกระดาษใบหนึ่ง เขียนว่า "Do as I do." (ก็ทำอย่างที่ผมทำไง)

ไม่นานมานี้ อ่านข่าวจริง (ไม่ใช่ขำขัน) ทางหนังสือพิมพ์ สายการบินใหม่สายหนึ่งในสิงคโปร์ประกาศว่า ค่าตั๋วเครื่องบินสิงคโปร์-กรุงเทพฯ ราคาเพียงหนึ่งเหรียญ (23.50 บาท)

ผู้คนแห่กันไปจับจองล้นหลาม เพราะราคาถูกเหมือนของฟรี

ในเวลาไล่เลี่ยกัน มีอีกข่าวจริง (ไม่ใช่ขำขันอีกเช่นกัน) : สิงคโปร์กำลังพิจารณาว่า จะเปิดคาสิโนดีหรือไม่ เพราะบ่อน(ถูกกฎหมาย)หมายถึงรายได้เข้ารัฐจำนวนมหาศาล ไหลมาแบบง่าย ๆ เหมือนได้ฟรี แต่หากเปิดคาสิโนจริง จะจำกัดไม่ให้คนมีรายได้น้อยเล่น เน้นที่คนต่างชาติ

ทุกทุกวัน เราถูกกรอกหูด้วยประโยคที่ว่า นี่คือทางลัดไปสู่ความรวย นั่นคือประตูไปสู่ความมั่งมี โน่นคือทางลัดสู่ความมั่งคั่ง หนังสือขายดีส่วนใหญ่เป็นประเภทสอนวิธีสร้างความร่ำรวย การวางผังบ้านเรือนสำนักงานในทิศที่สร้างความรวย ชื่อที่ทำให้รวย ฯลฯ

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ดูเป็นคนละเรื่องกัน แต่ความจริงเป็น "นิยาย" เรื่องเดียวกัน

เรื่องนี้มีตัวละครเพียงสองตัว คือคนโลภ กับคนที่หาประโยชน์จากคนโลภ โดยที่ฉากของเรื่องเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เช่น ตั๋วฟรี คาสิโน ล็อตเตอรี การแข่งม้า ไปจนถึงความมั่นคงทางกายภาพและใจ

ตอบยากว่าความโลภฝังอยู่ในมนุษย์มาแต่แรกเกิด หรือถูกสร้างขึ้นจากสภาพแวดล้อม ที่แน่ ๆ คือมันชูดอกตั้งแต่ใครบางคนคิดประดิษฐ์ระบบเงินตรา และเบ่งบานเต็มที่เมื่อทุนนิยมเสรีครองโลก ก่อนหน้านั้น มนุษย์กินอยู่ตามอัตภาพ ไม่มีใครปลูกพืชทำนาเกินกว่าที่ต้องกิน เพราะส่วนเกินคือความเหนื่อยเปล่า

มาถึงวันนี้ ส่วนเกินคือ "ความจำเป็น" คือสถานภาพทางสังคม คือ "ความมั่นคง" ที่สะสมได้

นี่คือยุคที่ความโลภเบ่งบาน คนฉลาดคือคนที่สามารถตักตวงผลประโยชน์โดยไม่ต้องทำงาน คนเก่งคือคนที่สามารถเกษียณในวัยหนุ่มสาว

นี่คือยุคที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยคนที่ไม่คิดจะทำงาน และเด็ก ๆ เติบโตขึ้นด้วยความเชื่อว่า ไม่จำเป็นต้องเรียนก็มีชีวิตที่สุขสมสำเร็จได้

ความโลภนี้ทำให้หลายคนยอมปิดตาข้างเดียว เมื่อมันคาบเกี่ยวกับจริยธรรม ด้วยข้ออ้างอมตะ :

เราไม่ขายล็อตเตอรี คนอื่นก็ขาย

เราไม่ตัดป่า คนอื่นก็ตัด

เราไม่เปิดบ่อน คนอื่นก็เปิด

เราไม่โกง คนอื่นก็โกง

และอีกสารพัด "เราไม่" กับ "ใคร ๆ ก็ทำทั้งนั้น"

และมักลงท้ายด้วยการเปลี่ยนสีดำให้เป็นขาว โดยประทับตรา "ถูกกฎหมาย" เสียเลย

บางครั้งคำว่า "ถูกกฎหมาย" นี้น่าขยะแขยงยิ่ง ดูดี ๆ แล้วมันเป็นเพียงข้ออ้างของคนโลภเท่านั้น

หลัก "การพนันสำหรับคนต่างชาติ" นั้น ก็ไม่ต่างจากการห้ามตัดป่าของตน และหันไปตัดป่าไม้ในประเทศอื่นแทน หรือการโกยขยะออกจากบ้านของเราไปให้พ้นตัว

เมื่อคิดอย่างนี้ ก็ไม่มีใครที่สนใจปัญหาโอโซนรั่ว หรือปฏิกิริยาเรือนกระจก สิทธิมนุษยชนในอัฟกานิสถาน ไปจนถึงสงครามในอิรัก เพราะว่า "มันไม่เกี่ยวกับกู"

"ส่วนเกิน" นั้นไม่เคยพอ เพราะความโลภนั้นเป็นอนันต์