ก็เล่นเอา ตำนานพระธาตุ เข้ามาบวกกับตำนานบ้าน ตำนานเมือง และยังพาลไปยังเทพบนสวรรค์อีก มันก็เลยยุ่งอีรุงตุงนังกันไปใหญ่ ไม่มีใครเคยเอาตำนานตามที่มีหลักฐานอ้างอิงได้ออกมาตีแผ่

          ผมเฝ้ามองการทำธุรกิจด้านพุทธพานิชย์ จากวัตถุมงคลที่ชื่อ  จตุคาม-รามเทพ  มา  4  ปีกว่า  มองวัตถุประสงค์ของการ จัดสร้าง ทุกรุ่น  และอ่านตำนานอย่างย่อ ขององค์จตุคาม-รามเทพ  เกือบทุกรุ่น  ก็สรุปได้ว่า  จัดสร้างร้อยรุ่น ก็มีตำนาน  ร้อยตำนาน

          ก็เล่นเอา  ตำนานพระธาตุ  เข้ามาบวกกับตำนานบ้าน ตำนาน เมือง   และยังพาลไปยังเทพบนชั้นสวรรค์อีก   มันก็เลยยุ่งอีรุงตุงนัง กันไปใหญ่ ไม่มีใครเคยเอาตำนานตามที่มีหลักฐาน อ้างอิงได้ออกมา ตีแผ่ ผมขอแจ้งไว้ตรงน้ีในฐานะบัณฑิตวัฒนธรรมศึกษา ครับว่า...

  • ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช
  • ตำนานพระธาตุ
  • ตำนานจตุคาม-รามเทพ
  • ตำนานท้าวพังพกาฬ

          ทั้งหมดน้ีเป็นเรื่องคนละตำนานซึ่งมีความเชื่อมโยงกันคือ... 

  • ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช เกี่ยวเนื่องกับตำนานท้าวพังพกาฬ
  • ตำนานพระมหาธาตุ เกี่ยวเนื่องกับตำนานการสร้างรูป จตุคาม-รามเทพ
  • ตำนานพังพกาฬ ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกับ ตำนานจตุคามรามเทพเลย

          จตุคาม-รามเทพ ปรากฎชื่อครั้งแรกในหนังสือ  ชีวิวัฒน์  ซึ่งเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์  กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทูลเกล้าถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อครั้งเสด็จตรวจหัวเมืองปักษ์ใต้เป็นการส่วนพระองค์ ในพ.ศ. 2437 ปรากฎความตอนหนึ่งว่า 

           "....มีบันไดขึ้นบนกำแพงแก้ว  15  ขั้น  หัวบันไดนั้นมีฝาผนังทั้ง 2 ข้าง มีรูปพระข้างละองค์ ชื่อพระทัศตุคามองค์หนึ่ง ชื่อพระรามเทพ องค์หนึ่ง ตั้งอยู่หัวฝาผนังทั้งสองข้าง แล้วมีนกอินทรีย์ข้างละตัวชื่อว่า  ท้าวกุเวรนุราชตัวหนึ่ง  ชื่อว่าท้าวกุเวรเทพราชตัวหนึ่ง  ข้างตีนบันไดนั้น มีรูปนนทยักษ์ ยืนถือกระบองข้างละตัว..."

           จากบันทึกดังกล่าว  พบว่าในปัจจุบันรูปที่ได้รับการอ้าง ยังปรากฎอยู่  โดยมีลักษณะเป็นรูปบุคลนั่งชันเข่าด้านขวา  และยังมีแผ่นหินจารึกชื่อ  "ท้าวขัตตุคาม"  และ  "ท้าวรามเทพ"   ซึ่งเห็นได้ว่าแตกต่างจากชื่อที่ได้รับการบันทึกไว้ในเอกสาร ทางราชการเมื่อ  100  ปีเศษมาแล้ว  อาจเป็นไปได้ที่มีการติด    แผ่นหิน จารึกชื่อน้ีขึ้นมาใหม่สมัยหลัง

            ในพระนิพพานโสตวรรณกรรมท้องถิ่นเก่าแก่ของภาคใต้ กล่าวถึงที่มาของรูปปั้นบุคคลทั้งสองไว้ว่า  ชื่อ  หมุด  และชื่อ  หมู  เป็นบุตรชายของเศรษฐีชาวลังกา  ชื่อ พลิติ และพลิมุ่ย  โดยเศรษฐี ทั้งสองรับพระราชโองการจากพระเจ้ากรุงลังกาให้นำทรัพย์สมบัติมา ร่วมสร้างพระมหาธาตุ  ต่อมาบุตรชายทั้งสองทะเลาะกัน เรื่องไก่ชน ถึงกับฆ่ากันตาย  เศรษฐีทั้งสองเศร้าโศกเสียใจมากจึงนำเอาขี้เถ้า กระดูกของบุตรทั้งสอง มาผสมกับปูนแล้วปั้นเป็นรูปต่าง ๆ ภายใน วิหารพระทรงม้า ซึ่งได้แก่  รูปเจ้าชายสิทธัตถะทรงม้าในวันออกผนวช  รูปสิงโตทางขึ้นพระธาตุ รูปพระพุทธรูปปางประทานอภัยองค์ใหญ่ รวมทั้งรูปปั้นของบุคคล ทั้งสองน้ีด้วย โดยมีข้อความ ตอนหนึ่งกล่าวว่า...

           "....ปั้นรูปพิมพานางนารถ  กอดราหุลราช  บุตรเศรษฐีทั้งสองฝ่าย  เจ้าหมุดนั้นอยู่ข้างซ้าย  ข้างขวา โดยหมาย  น้องชายเจ้าหมูนั้นหนา แล้วปั้นรูปพระพุทธา ผันพระพักตรา  อยู่หน้าบันไดขึ้นลง  ปั้นรูปสิงโตยิ่งยง  ไว้รักษาองค์จำนง  เศรษฐีทั้งสอง..."

           นอกจากน้ีตำแหน่งที่ตั้งของรูปปั้นบุคคลทั้งสองนั้น มีความมุ่งหมายให้เห็นถึงฐานะของผู้รักษาประตู  หากเป็นเทพ ก็เป็นเทพที่เรียกกันว่าทวารบาลซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์  ผู้เฝ้าประตู หรือนายประตูตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ เช่น  ภายในพระบรม มหาราชวัง  พระอุโบสถ  วิหารต่าง ๆ  ทั้งยังมีหน้าที่คอยปัดเป่า สิ่งชั่วร้ายมิให้ล่วงล้ำเข้าไปยังองค์พระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์  โดย มิได้มีความหมายเกี่ยวข้องใดๆ กับอาณาจักรศรีวิชัย รวมถึง มิได้เป็นส่วนหนึ่งในราชวงศ์ของพระเจ้าจันทรภาณุ แห่งตามพรลิงค

         ถ้ามองในแง่มุมหนึ่งของการทำคุณบูชาโทษ  คือจากการที่ เจ้าหมุดเจ้าหมู มีเรื่องทะเลาะกันจนตายสาเหตุจากการชนไก่  เศรษฐีทั้งสองคงต้องการให้ลูกทำคุณไถ่โทษ หรือทำบุญไถ่บาป โดยการนำขี้เถ้ามาปั้นเป็นรูปต่าง ๆ เพื่อเฝ้าพระบรมธาตุอันศักดิ์สิทธิ์   ชื่อ ทัศตุคาม  และ  รามเทพ  อาจเป็นชื่อของเจ้าหมุดและเจ้าหมู  ต่อมาที่จารึก เป็น   เท้าขัตตุคาม  นั้นสันนิฐานว่ามีการทำขึ้น ภายหลังแน่นอน

            ผมนำเอาตำนาน ตามที่จะมีความสามารถหามา ประกอบ ข้อเท็จจริง  เพื่อได้  ลปรร  กับเพื่อนชาวบล็อกผู้สนใจ  และผู้้ที่ หลงไหล  คลั่งไคล้  ในองค์จตุตามรามเทพ อย่างไร ก็ลอง แสดงความคิดเห็นกันมานะครับ....