เมื่อวานมีประชุม การพัฒนา grant proposal ระดับเบิ้ม โครงการ 5 ปี ค่ะ

--------------------------------------------------------------------------

หัวข้อโครงการวิจัย คือ Oral Health-related Disparities

หรือ ความไม่เสมอภาคในสังคมที่มีผลต่อสุขภาพช่องปาก

-------------------------------------------------------------------------- 

อ.ที่ปรึกษาของผู้เขียนเป็นหัวหน้าทีม มี co-investigators จากหลายสาขาทั้งจากมหาวิทยาลัย จากกระทรวงสาธารณสุข และ จาก NGO (ทันตแพทยศาสตร์ แพทย์ศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ สาธารณสุข สังคมสงเคราะห์ วางแผนและนโยบาย)

ที่ British Columbia นี้ การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากไม่รวมอยู่ใน สวัสดิการรัฐเหมือนการดูแลรักษาสุขภาพทั่วไปค่ะ

ประชาชนส่วนมากต้องออกค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด หรือไม่ก็ซื้อประกันเพิ่มเติม

คนจนมี welfare แต่มีปัญหาคือ หมอไม่ค่อยอยากรับคนไข้ เพราะรัฐออกให้ 80% อีก 20% ทางคลินิกต้องรับผิดชอบเอง

ในจังหวัด (ที่มีขนาดใหญ่เกือบเป็นประเทศเล็กๆ) แบบ BC นี้ มีคลินิกที่ให้บริการฟรี หรือ คิดราคาถูกมากอยู่ 8 แห่ง ทุกแห่งอาศัยหมอมาเป็นอาสาสมัคร ทำให้เดือนละหน วนกันมา บางที่อาทิตย์ละหน เป็นการทำงาน"แบบ pro-bono" "แบบ random act of kindness" "แบบ charity"  ใครมาได้ก็มาช่วยทำโดยไม่คิดค่าหมอ ส่วนค่าวัสดุอุปกรณ์ทางผู้บริหารงานคลินิกต้องจัดการไปหาทุนมาเอง คลินิกเปิดแค่อาทิตย์ละวันสองวัน ส่วนมากก็อุด ขูด ถอน ธรรมดา ทำให้หายอาการเจ็บปวดบวม

ทางคณะวิจัยก็ต้องการไปศึกษาคลินิกพวกนี้ ไปดูว่าทำงานอย่างไร มีประวัติอย่างไร คนก่อนตั้งมีแรงจูงใจอะไร

ผลที่ต้องการคือ

  1. โมเดลของคลีนิกที่จะเอาไปดัดแปลงพัฒนาในเมืองเล็กๆอื่นๆ ที่ไม่มีคลินิกพวกนี้ได้
  2. เอาความรู้ที่ได้ไปร่างหลักสูตรสอนนักศึกษาทันตแพทย์ให้จบไปแล้วไป ทำงานเพื่อคนจนบ้าง ไม่ใช่ทำงานแต่ในคลินิกสวยหรูในเมืองอย่างเดียว

ฟังดูดีใช่ไม๊ค่ะ แต่แล้วก็มีเสียงสวรรค์มาให้หยุดเพ้อฝันว่า proposal เสร็จแล้ว

-------------------------------------------------------------------------------

อ.จากคณะศึกษาศาสตร์เสนอขึ้นมาด้วยคำถามว่า

แล้วผลลัพธ์ที่พวกเราต้องการคืออะไร? สอนจริยธรรมเพื่อให้หมอพวกนี้จบออกมาแล้วมาเป็นอาสาสมัครแบบนั้นเหรอ

วงจรการทำงาน"แบบ pro-bono" "แบบ random act of kindness" "แบบ charity" ก็ไม่จบนะ เราต้องการแค่นั้นเหรอ 

ฉันว่าเรามาสร้าง มาtransform นักศึกษาให้เป็นหมอที่ (engage) เข้าไปมีส่วนร่วมกับชุมชน ไปเปลี่ยนวิถีการดูแลสุขภาพช่องปาก ไป advocate ให้รัฐบาลเปลี่ยนนโยบายไม่ยั่งยืนกว่าเหรอ! 

โอยยยยย ถูกใจผู้เขียนมากค่ะ

------------------------------------------------------------------------------- 

เทียบกับกรณีคนไทยนะคะ

เราต้องการสอนให้นักศึกษาจบมาแล้ว มีจิตใจดีพอที่จะไปอาสาออกงานทันตกรรมเคลื่อนที่หรือ ตั้งรับให้บริการราคาย่อมเยาเท่านั้นเหรอ

-------------------------------------------------------------------------------

การดูแลสุกขภาพช่องปาก มีสองส่วน คือ

  1. ดูแล ป้องกัน ส่งเสริม กับ
  2. รักษา

ผลลัพธ์ที่เราต้องการคืออะไร

อันนี้ตอบง่าย  - เราต้องการมากกว่านั้น ต้องการให้ pro-active ไปมีส่วนร่วมกับชุมชน ไปมีส่วนผลักดันรัฐบาล 

แต่......จะสอนยังไงหล่ะทีนี้! 

------------------------------------------------------------------------------- 

ผู้เขียนนั่งคิดในใจ โอ๊ยยยยย บ้านเราง่ายกว่าที่แคนาดาเยอะ ที่แคนาดานักศึกษาทันตแพทย์ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนแพงมากๆ เป็นหนี้ธนาคารกันแทบทุกคน เรียนจบก็ต้องรีบๆหาเงินมาคืนธนาคาร

แถม "ชนบท" ที่นี่มันช่างไกลแสนไกล มันมีภูเขา มีหิมะ มันเข้าถึงลำบากกว่าบ้านเราเยอะเลยค่ะ

ค่าทำฟันก็แสนแพง บ้านเรายังพอมีรัฐช่วย ถึงแม้ระบบ 30 บาทจะไม่เป็นที่พอใจของหลายๆคนก็เถอะ

แต่ถึงจะง่ายกว่า.....ผู้เขียนก็ไม่ค่อยแน่ใจว่า เราสอนนักศึกษาให้ pro-active ได้จริงรึเปล่า 

ใครมีตัวอย่าง หรือ comment กรุณายิงมาเลยค่ะ!