ปรัชญามงคลสูตร

อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย เป็นมงคลข้อสุดท้ายในคาถาที่ ๖ ซึ่งความหมายของคำว่า ประมาท และ ไม่ประมาท ผู้เขียนได้เล่าไว้ในเรื่องเล่าภาษาบาลี ผู้สนใจดู ประมาท ....

ตัวแทนทางศีลธรรม คือ แบบอย่างที่พึงปฎิบัติ ซึ่งใน ๒ ข้อก่อน ผู้เขียนได้เล่าถึง การเว้นจากบาป นั่นคือ ไม่นำวิถีทางที่เป็นบาปซึ่งเป็นกรรมกิเลสมาใช้ในการดำเนินชีวิต ... และ การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา นั่นคือ ไม่ท้อถอยในชีวิตจริงด้วยการใช้เหล้าหรือของเมาทุกชนิดเพื่อหลอกตัวเองไปวันๆ... (ผู้เพิ่งเข้ามาดู   ปรัชญามงคลสูตร ๒๑ : ตัวแทนทางศีลธรรม (ต่อ)  และ ปรัชญามงคลสูตร ๒๒ : ตัวแทนทางศีลธรรม (ต่อ) )

ส่วน การไม่ประมาทในธรรมหลาย หมายถึง จะต้องรู้จักควบคุมตัวเอง โดยการไม่มัวเมาหรือหลงไหลไปในสิ่งต่างๆ... โดยย่อที่สุดก็คือ ตามปกติจะต้องรู้จักควบคุมตัวเอง มิให้เข้าไปสู่บาปหรือกรรมกิเลส และไม่ให้เข้าไปสู่วังวนของสุรายาเมาทุกชนิดเป็นดีที่สุด... ประมาณนี้

การดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาทนั้น ท่านจำแนกไว้หลายนัย แต่ผู้เขียนจะนำมาเล่าเฉพาะประเด็น ความไม่ประมาท ๔ สถาน กล่าวคือ....

  • ระวังมิให้กายทุจริต คือความประพฤติผิดทางกายเกิดขึ้น
  • ระวังมิให้วจีทุริต คือความประพฤติผิดทางวาจาเกิดขึ้น
  • ระวังมิให้มโนทุจริต คือความประพฤติผิดทางใจเกิดขึ้น
  • ระวังมิให้ อกุศล เจริญขึ้น ซึ่งเป็นข้อสรุปสามข้อเบื้องต้น

.....

ในโลกแห่งความเป็นจริง เราอาจพบผ่านใครบางคนที่เคยเจริญแล้วก็กลับเสื่อมลง หรือใครบางคนที่เคยเสื่อมแล้วกลับเจริญขึ้นมา ...ในสองฝ่ายนี้ ผู้เสื่อมแล้วกลับเจริญ นับว่าเป็นผู้ควรแก่การยกย่อง ....

ในบุคลสองฝ่ายนี้ ผู้ที่เจริญแล้วกลับเสื่อม เพราะภายหลังถูกความประมาทเข้าครอบงำนั่นเอง... ดังนั้น สำหรับผู้ที่รู้สำนึก รู้จักระมัดระวังมิให้ทุจริตเข้าครอบงำได้ ก็จะปราศจากความเสื่อม... ประมาณนั้น

สำหรับผู้ที่เคยเสื่อมแล้ว ภายหลังกลับตัวกลับใจได้ ไม่หลงประมาทมัวเมาในทุจริต ทำให้ค่อยๆ มีความเจริญขึ้นมาก็ดี... หรือผู้ที่มีความเจริญมาตั้งแต่ต้น และรู้จักระมัดระวังมิให้ความประมาทเข้ามาครอบงำก็ดี ... ทั้งสองกลุ่มนี้ นับว่าเป็นผู้ควรที่อนุชนคนรุ่นหลังหรือลูกหลานควรจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง... ซึ่งคนสองกลุ่มนี้เองที่ควรยกย่องว่าเป็น ตัวแทนทางศีลธรรม โดยประการฉะนี้