อนุทินล่าสุด


Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ดอกไม้ที่มีพิษแรงที่สุดในโลก

เจ้าดอกไม้อันตรายนี้ มีชื่อว่า Wisteria จัดเป็นพืชตระกูลถั่ว พวกมันพบได้ในหลายพื้นที่ของโลก เช่น จีน ญี่ปุ่น อเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้น wisteria แข็งแรงมากและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มันเป็นสายพันธุ์ที่รุกรานป่าอื่นในหลายพื้นที่ โดยเฉเพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันสามารถเจริญเติบโตได้ในดินคุณภาพต่ำ แต่มันชอบดินอุดมสมบูรณ์ชุ่มชื่น เหมือนพืชอื่นๆมากกว่า
 มันเป็นพืชที่อาศัยการยึดเกาะติดกับที่ต่างๆเช่น กำแพง หรือต้นไม้อื่น wisteria ที่ใหญ่ที่สุดมีความสูง 20 เมตร หนัก 250 ตัน อยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

ต้น wisteria เป็นต้นไม้ที่มีดอกที่สวยงาม และมีกลิ่นหอม แต่อย่าหลงความสวยของมันล่ะ เพราะหากกินดอกของมันเข้าไปอาจอาเจียน วิงเวียน ปวดหัว จนถึงขั้นช็อกได้



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ทำไมถึงเรียกว่า "Google"

ทำไมถึงเรียกว่า "Google" เจ้าของเว็บไซต์รวบรวมข้อมูลที่มีค่าต่อการทำรายงานของเด็กๆทั่วโลก ทำไมต้องเรียกว่าgoogle 
ชื่อ "Google" มาจากคำว่า "googol" ซึ่งหมายถึงจำนวนทางคณิตศาสตร์ที่หมายถึงเลข 1 แล้วตามด้วยเลข 0 อีกหนึ่งร้อยตัว หรือ 10100 เพื่อเป็นการแสดงถึงเป้าหมายของบริษัทที่จะจัดการกับข้อมูลจำนวนมหาศาล อีกกระแสหนึ่งบอกว่าชื่อ Google มาจากความผิดพลาดในการจดโดเมนเนมในช่วงก่อตั้ง
ในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2548 กูเกิลชนะความในศาล ในคดีที่มีบริษัทอื่นตั้งชื่อใกล้เคียง ได้แก่ googkle.com ghoogle.com และ gooigle.com เพื่อเรียกให้คนอื่นเข้าเว็บไซต์ของตน ทำให้เกิดความเสียหายกับชื่อเสียงของกูเกิล
 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ก่อนผ่าตัด ทำไมต้องงดน้ำงดอาหาร

เนื่องจากก่อนที่แพทย์จะทำการผ่าตัด จะต้องให้คนไข้ดมยาสลบเพื่อจะได้ไม่ต้องทนเจ็บปวดทรมานในระหว่างการผ่าตัดนั้น 

หากไม่มีการให้คนไข้งดน้ำและอาหารก่อน ก็อาจจะทำให้คนไข้เกิดอาการสำลักเศษอาหาร หรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปเข้าปอดได้ ซึ่งความรุนแรงจะมากน้อยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของอาหารที่สำลัก 

หากรุนแรงมากอาจทำให้คนไข้ขาดออกซิเจน หรือระบบการหายใจของคนไข้มีปัญหาได้
ฉะนั้นจึงควรงดน้ำงดอาหารก่อนการผ่าตัดเป็นดีที่สุด
.
.
ขอบคุณข้อมูลจากสำนักหอสมุด ม.ราม ; นิตยสาร Lisa
 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ถุงเท้าที่ไม่มีวันขาด

ถุงเท้าไม่มีวันขาดนี้มีชื่อว่า Socrates
ถุงเท้าไม่มีวันขาดเป็นผลงานการคิดค้นโดยนาย Cameron Carter วัย 23 จาก ชิคาโก ที่กำลังศึกษาอยู่ใน US Air Force Academy

สิ่งที่ทำให้ถุงเท้าคู่นี้สามารถ การันตี ว่าจะไม่มีวันขาดเนื่องจากถุงเท้าคู่นี้มีการผสมเส้นใย เคฟล่าร์ ที่ใช้ในการยุทธภัณกันกระสุนปืนโดยหลักถุงเท้าจะผลิตด้วยเส้นใย ไลคร่า(Lycra เส้นใยยืดคุณภาพสูงเนื้อบางเบาใส่สบายที่สำคัญไม่ย้วย)

ส่วนเส้นใยเคฟล่าร์จะถูกนำมาใช้ในบริเวณส้นเท้า และนิ้วเท้า ซึ่งเป็นบริเวณที่ถุงเท้ามักจะขาดบ่อย
คาดว่าถุงเท้าไม่มีวันขาดนี้จะผลิตออกขาย 2คู่(4ข้าง) 25 เหรียญสหรัฐๅ(750 บาท) แต่ต้องรอกันซักนิดเพราะถุงเท้านี้เป็นแนวคิดที่ถูกนำมาระดมทุนผ่านเว็บ Kickstarter แต่ผลการระดมทุนนั้นผ่านไปได้อย่างฉลุยเนื่องจากต้องการงบแค่ 10,000 เหรียญ แต่มีคนสนใจให้ทุนกว่า 20,000 เหรียญ
 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

อิคคิวซังเณรน้อยเจ้าปัญญาการ์ตูนสุดสนุก ท่านมีตัวตนอยู่จริงๆ

เมื่อ 600 ปีที่ผ่านมาเป็นยุค Muromachi (ประมาณ พศ.1338-1573) ช่วงที่ญี่ปุ่น ยังยึดติดเรื่องศักดินา 
อิคคิว ซัง เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเณรน้อยหลังจากโชกุน Yoshimitsu Ashikaga ต้องการจะรวมประเทศญี่ปุ่น ในศตวรรษที่ 15 มีพระในนิกายเซนถือกำเนิดขึ้นที่ใคร ๆ รู้จักในนาม "Ikkyu San (อิคคิว ซัง)" ผู้ฉลาดหลักแหลม เขาเกิดในปี 1394 และตายในปี 1481 ด้วยวัย 87 ปี

พ่อของเขาคือจักรพรรดิ์ Gokomatsu ซึ่งมีชายาสองฝ่ายคือ Nantyo (ชายาฝ่ายใต้) และ Hokutyo (ชายาฝ่ายเหนือ) แม่ของอิคคิวคือ Nantyo ภรรยาลับ ๆ ของจักรพรรดิ์ Gokomatsu พระองค์เกรงอำนาจของชายาฝ่ายเหนือ Hokutyo แม่ของอิคคิวจึงต้องออกจากราชวังตั้งแต่ Ikkyu ยังไม่เกิด พระจักดิ์พรรคส่งเจ้าชายและชายา ฝ่ายใต้ (แม่ของอิคคิว) มาจากพระราชวัง โชกุน Ahikaga จึงเปลี่ยนชื่อให้เจ้าชายน้อยว่า Ikkyo การ์ตูนเรื่องนี้พยายามจะนำเสนอ การใช้ชีวิตของ อิคคิว ในวัดและต้องคอยต่อสู้กับลูกสาวพ่อค้า Yayoi ที่คอยเอาเปรียบวัด รวมถึงเรื่องศาสนา มีทั้งมุขตลกสำหรับเด็ก ๆ และเรื่องรวมความซาบซึ่งต่าง ๆ ไว้ครบ

เมื่ออิคคิวเกิดและอายุได้ 6 ปี อิคคิวได้บวชเรียนในวัดนิกายเซ็นในเกียวโตชื่อวัด "Ankokuji (อังโคะคุจิ)" อิคคิวฝึกตนค่อนข้างจะเข้มงวด จากหลวงพ่อของวัดอังโคะคุจิถึง 10 ปี รอบ ๆ ตัวของอิคคิวมีแต่ขุนนางชั้นสูงในสมัยนั้น ต่างก็เสแสร้ง และหลอกลวง ไม่จริงใจกับอิคคิว พวกขุนนาง เมื่ออิคคิวอายุได้ 16 ปี เขาเริ่มทนไม่ได้กับความเสแสร้างไม่จริงใจของพวกขุนนาง

อิคคิวได้ออกจากวัดอังโคะคุจิ หลังจากนั้นชีวิตของอิคคิวก็พบกับความทุกข์ยากแสนสาหัส อิคคิวได้เป็นนักเรียนของ Kenou Osyou ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงทางด้านศาสนาของนิกายเซนจนกระทั่งอิคคิวเสียชีวิตเมื่อมีอายุได้ 87 ปี ในปี 1481 ชีวิตของอิคคิวนั้นได้ทำให้ทุกคนเห็นว่าเขามีฐานะเป็นถึง เจ้าชาย ในจักรพรรษดิ์ แต่ว่าอิคคิว ไม่เคยสนใจยศศักดิ์ ตำแหน่ง ความร่ำรวม เกียรติยศเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นของความสกปรก ความโลภ จิตใจของอิคคิวบริสุทธิ์และไม่สนใจกับเกียรติยศใด ๆ 



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

เทศกาลโยนแพะ ประเทศสเปน

เทศกาลที่เป็นที่โต้เถียงกันมากที่สุด เพราะของที่เอามาโยนนั้นคือสัตว์เป็นๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่ และมันคงไม่ชอบใจนักที่จะถูกเอามาโยนแบบนี้ สัตว์ที่ว่านี้คือ แพะ ซึ่งถูกโยนลงมาจากหอระฆังสูง 50 ฟุต ลงมายังพื้นด้านล่างที่มีกลุ่มคนถือผ้าผืนใหญ่รอรับตัวมันอยู่ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่นักต่อต้านการทารุณกรรมสัตว์จะหัวเสียและเรียกร้องให้ยกเลิกงานเทศกาลนี้

ที่เมือง Manganeses de la Polvorosa ซาโมรา ประเทศสเปน จะมีการจัดงานเทศกาลนี้เพื่อเฉลิมฉลองให้กับแพะชื่อดังในประวัติศาสตร์เมือง เรื่องมีอยู่ว่า มีพระรูปหนึ่งซึ่งเลี้ยงแพะเอาไว้ ทุกๆ วันเขาจะพาแพะเดินไปตามที่ต่างๆ เพื่อเอานมของมันให้กับคนยากไร้ อย่างไรก็ตาม วันหนึ่ง แพงตัวนี้หนีขึ้นไปบนหอระฆัง เมื่อระฆังดังขึ้นมามันก็ตกใจมากจนวิ่งตกลงมาจากหอคอย แต่โชคดีที่ด้านล่างมีคนผ่านไปมาที่ถือผืนผ้าใบอยู่จึงรับมันเอาไว้ได้พอดี และแพะตัวนี้ก็รอดชีวิต แต่สำหรับแพะผู้โชคร้ายที่โดนเอามาโยนในงานเฉลิมฉลองนี้ส่วนมากไม่ได้โชคดีแบบแพะต้นเรื่องและตกลงมาตายเสียส่วนมาก ปัจจุบันนี้เทศกาลนี้ถูกแบนไปตั้งแต่ปี 2002 แล้ว แต่เชื่อว่ายังมีคนแอบทำกันอยู่ดี



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ที่มาของ ปลาอานนท์ 

ในสมัยโบราณ มีความเชื่อกันว่า ใต้โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งหนุนโลกอยู่ชื่อว่า ปลาอานนท์ ปลาอานนท์นี้ตัวยาวถึง ๘,OOO,OOO วา (อ่านว่า ๘ ล้านวา) เมื่อใดก็ตามที่ปลาอานนท์เคลื่อนไหวพลิกตัว เมื่อนั้นโลกจะเกิดแผ่นดินไหว
ในตำนานไฟล้างโลก กล่าวว่า เมื่อคนทั้งหลายกระทำแต่บาป ไม่รู้จักศีลไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักบุญคุณพ่อแม่ ลูกศิษย์คิดล้างครู ใจบาปหยาบช้า ผลของบาปจะทำให้เกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตก แสงแดดแผดจ้า น้ำจะแห้งขอด สัตว์จะพากันล้มตาย ในเวลาต่อมา พระอาทิตย์จะขึ้นเป็น ๒ ดวง ดวงหนึ่งตกไป อีกดวงก็ขึ้นมาแทน ยิ่งแห้งแล้งหนักขึ้น ต่อมาพระอาทิตย์จะขึ้นเป็น ๓ ดวง ๔ ดวง ๕ ดวง ๖ ดวง และในที่สุด ก็จะมีพระอาทิตย์ถึง ๗ ดวง พญาปลาทั้งหลาย รวมทั้งปลาอานนท์ ก็จะละลายเป็นน้ำมัน ติดไฟลุกไหม้ กลายเป็นไฟล้างโลก เรียกว่า ไฟบรรลัยกัลป์ ไฟนี้จะลุกไหม้ยาวนานจนทุกอย่างสิ้นสูญแล้วไฟจึงจะดับ เหลือแต่ความมืดมนตลอดกาล

ติดตามรับชมซีรี่ความรู้ชุด "สัตว์ในตำนาน" ได้ใน เวลา 05.30 น. ในวัน อังคาร,พฤหัสบดี,ศุกร์ และเสาร์



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ราชาวดี : ดอกไม้ที่มีขึ้นสำหรับพระราชา 

ไม่ปรากฏว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อไม้ดอกต้นนี้ว่าราชาวดี ราชาวดีตามศัพท์แปลว่า ของที่มีขึ้นสำหรับพระราชา เดิมเป็นชื่อเรียกการลงยาเครื่องทองให้เป็นสีฟ้าว่าลงยาราชาวดี เป็นการลงยาเครื่องใช้ของพระราชาเท่านั้น 
ราชาวดีเป็นไม้ยืนต้นขนาดย่อม ลักษณะกิ่งไม้เลื้อย ชนิดกิ่งแข็ง ที่ทอดกิ่งออกไป เป็นไม้กิ่งเถาที่แตกกิ่งก้านสาขามาก ลำต้นเป็นเหลี่ยมเล็กน้อย ใบดก หน้าใบสากคายคล้ายกระดาษทรายละเอียด 
ดอกจะทยอยบานในเวลาไล่เลี่ยกันและบานจากโคนกิ่งไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ช่วงกลางวัน และหอมแรงตอนกลางคืน ข้อมูลเกี่ยวกับราชาวดีผู้เขียน มีน้อยมาก เช่น ถิ่นกำเนิดดั้งเดิม* และระยะเวลาที่เข้ามาปลูกในเมืองไทยเป็นครั้งแรก เท่าที่ทราบในขณะนี้คือราชาวดีเป็นต้นไม้มาจากต่างประเทศ คงเข้ามาในเมืองไทยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 เพราะเอกสารที่มีในปี พ.ศ. 2480 ยังไม่ปรากฏชื่อราชาวดี



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ปลากระทิงไฟ (Fire spiny eel)

ปลาน้ำจืดพื้นเมืองของไทยชนิดหนึ่ง รูปร่างยาวคล้ายงูหรือปลาไหล แต่ท้ายลำตัวส่วนหางจะมีลักษณะแบนข้าง และส่วนหัวหรือปลายปากจะยื่นยาวและแหลม จะงอยปากล่างจะยื่นยาวกว่าจะงอยปากบน ตามีขนาดเล็ก ปลายหางมีลักษณะมนโค้ง ปล...ายค่อนข้างแหลม มีหนามแหลมขนาดเล็กตลอดทั้งความยาวลำตัวช่วงบนไว้เพื่อป้องกันตัว ปลากระทิงไฟจะมีรูปร่างป้อม มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 60 เซนติเมตร พบใหญ่ที่สุดถึง 1 เมตร พบได้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศจนถึงอินโดนีเซีย สำหรับในประเทศไทยพบได้ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในภาคกลางและภาคใต้
หมายเหตุ : แก้ไขรูป



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

นกอีโก้ง (Purple Swamphen)

นกอีโก้ง (Purple Swamphen) พบเป็นจำนวนนับพันตัวที่บึงบอระเพ็ดซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่อยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ห่างจากกรุงเทพฯไปทางเหนือประมาณ 300 กม. 
นกอีโก้งมักอาศัยตามแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ นกจะเดินหากินไปบนพืชลอยน้ำ ยกขาที่มีนิ้วเท้ายาวก้าวไปอย่างช้าๆ กระดกหางขึ้น ๆ ลง ๆ ในการเดินบนวัชพืชลอยน้ำนกอีโก้งมักต้องขยับปีกเพื่อช่วยในการทรงตัวด้วย หากอยู่ในอันตราย หรือตกใจนกชนิดนี้อาจวิ่งหนี หรือบินหนีเป็นระยะทางสั้น ๆ และหาที่หลบกำบังตัว



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้อักเสบ ชนิดไม่ใช่สเตียรอย

ยาชนิดนี้มักถูกเรียกว่าเป็นยาแก้ปวด มักใช้กันอย่างแพร่หลาย รักษา อาการปวดได้หลายอย่าง เช่น ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ปวดหัว ปวดแผล ปวดนิ่ว ปวดเมนส์ เป็นต้น ลดไข้ ลดการอักเสบได้

บางท่านอาจจะมียานี้เป็นยาประจำบ้าน และมักใช้โดยไม่ทราบถึงผลข้างเคียง

ยาในกลุ่มนี้มีหลายตัวมากๆ

เช่น Ibuprofen, Diclofenac,sulindac, indomethacin, Naproxen, piroxicam, Meloxicam, Mefenamic acid, Aspirin, Celecoxib, Etoricoxib และอื่นๆ 

ยาเหล่านี้สามารถรักษาอาการได้หลากหลาย ในบางแห่งเอามาขายเป็นยาชุดตามร้านของชำ

ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้

- ปวดแสบท้อง จากยาทำให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น

- เลือดออกทางเดินอาหาร, แผลในกระเพาะอาหาร

- เพิ่งความเสี่ยงของการเกิด โรคหัวใจและ เส้นเลือดสมองตีบในผู้ที่มีความเสี่ยง

- ความดันโลหิตสูง

- ไตวาย

-ในคนท้อง อาจมีผลต่อหลอดเลือดหัวใจของเด็ก

- เกร็ดเลือดต่ำ

- มีผลต่อระดับยาบางชนิดในเลือด

- แพ้ยา



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คืออะไร ?

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป คือบะหมี่แห้งที่กึ่งเตรียมทำมาให้แล้ว โดยปกติจะทานเมื่อได้เติมน้ำร้อนประมาณ 3-5 นาที ในปัจจุบันได้มีมากมายหลายยี่ห้อ

ถึงแม้ว่าผู้ผลิตส่วนใหญ่จะมาจากทวีปเอเชีย ไม่ว่า จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม ไทย เกาหล

แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีการนิยมทานกันในยุโรป อเมริกาเหนือ หรืออเมริกาใต้ เพราะว่าราคาที่ถูกนั่นเอง คนไทยมักเรียกกันติดปากว่า "มาม่า"

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกโดย โมโมฟุคุ อันโดะ จากบริษัทนิสชิน ฟูดส์ ประเทศญี่ปุ่น

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปวางจำหน่ายครั้งแรกในโลกที่ประเทศญี่ปุ่นเมือวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2501

ในปี พ.ศ.2543 พบว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นสิ่งคิดค้นที่ดี่ที่สุดในศตวรรษที่ 20

ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ จาก
th.wikipedia.org
webkanoshi2.up.d.seesaa.net



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ปลากระดี่มุก

เป็นปลาน้ำจืดมีรูปร่างคล้ายปลากระดี่หม้อ แต่กระดี่มุกมีลำตัวกว้างกว่าเล็กน้อย มีความยาวเต็มที่เฉลี่ย 10-12 ซม.ลำตัวสีเงินจาง มีแถบสีดำจางพาดยาวไปถึงโคนครีบหาง ท้องมีสีส้มหรือสีจาง และมีจุดกลมสีเงินมุกหรือสีฟ้าเหลือบกระจายไปทั่ว อันเป็นที่มาของชื่อ "กระดี่มุก" 
มีพฤติกรรมมักอาศัยอยู่เป็นคู่หรือกลุ่มเล็ก ๆ ในแหล่งน้ำที่มีค่าของน้ำมีความเป็นกรดต่ำกว่าค่าของน้ำปกติ (ต่ำกว่า 7.0) เช่น ในป่าพรุ เป็นต้น เป็นปลาจำพวกปลากระดี่ที่พบในธรรมชาติได้น้อยที่สุดในประเทศไทย โดยจะพบในเฉพาะพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ตอนล่างเท่านั้น



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

หลังโดนน้ำร้อนลวกเล็กๆน้อยๆทำอย่างไร

ที่เราเคยๆเห็นๆกันมีตั้งแต่ ยาสีฟัน ยาหม่อง ยาเหลือง ยาเขียว ยาแดง ว่านหางจรเข้ บัวหิมะ และอื่นๆ อีกมากมาย

แต่จริงๆแล้ว หลักการดูและแผลไหม้ตามผิวหนังนั้น มีเพียงนิดเดียว
คือ ออกจากแหล่งความร้อนให้เร็วที่สุด และทำให้แผลสะอาด

การใช้ยาต่างๆดังที่กล่าวมาไม่มีประโยชน์มากกว่าการล้างน้ำเปล่า
แผลไหม้ส่วนใหญ่จะหายได้เองโดยธรรมชาติ เพียงแค่ดูแลความสะอาดของแผลให้ดี และในบางครั้ง การเอาสารอื่นๆมาทาแผลกลับทำให้แผลหายช้ากว่าเดิมอีกต่างหาก เพราะมีความระคายเคืองต่อผิว และบางอย่างทำให้แผลสกปรกมากขึ้น

แต่ถ้าโดนมากๆก็ให้ไปโรงพยาบาลนะคับ



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ประวัติปาท่องโก๋

สมัยราชวงศ์ซ้อง ขุนนางกังฉินกับภรรยา ร่วมกันวางกลอุบายใส่ร้ายว่าแม่ทัพงักฮุยและแม่ทัพตงฉินหนีทัพ ทำให้แม่ทัพงักฮุยอันเป็นที่รักของประชาชนถูกประหารชีวิต ประชาชนต่างโกรธแค้น ขุนนางกังฉินและภรรยาแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งปกติชาวบ้านจะนิยมทานแป้งทอด จึงมีความคิดปั้นแป้งคู่แทนขุนนางกังฉินและภรรยานำลงไปทอดในน้ำมันร้อนๆ และก่อนจะทานก็จะฉีกออกเป็นสองท่อน เพื่อเป็นการระบายแค้น



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

นอนดึกตื่นเช้าต้องทำยังไง

ถ้าวันนี้แหงนมองดูนาฬิกาแล้วพบว่าเลยเที่ยงคืนมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้านอนเลยเตรียมรับมือกับความง่วงและความอ่อนเพลียที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ไว้ก่อนเลยดีกว่า

ขั้นแรก-ก่อนเข้านอนให้หาอาหารอุ่นๆและย่อยง่ายๆรับประทาน อาทิ ข้าวต้ม โจ๊ก กล้วย นำไปอุ่นให้ร้อน แต่ไม่แนะนำให้ดื่มนม เพราะนมมีไขมันสูงต้องใช้เวลาย่อยนานถึง 3-4 ชั่วโมงจะยิ่งทำให้ร่างกายพักผ่อนได้ช้าลงไปอีก

ขั้นที่สอง-หลังตื่นนอนแนะนำให้อาบน้ำอุ่นหรือแช่น้ำอุ่นจัดๆนานๆประมาณ 3 นาที และอาบน้ำเย็นอีก 2 นาที สลับไปมาแบบนี้ 3 รอบ วิธีนี้จะช่วยให้ร่างกายกระฉับกระเฉงมากกว่าการดื่มกาแฟเสียอีก

จากนั้นก็หาอาหารรับประทานเสียหน่อย อาจเป็นข้าวกล้อง ทานกับผัดผัก แถมท้ายด้วยผลไม้สดๆนิดหน่อยแค่นี้ก็สดชื่นเหมือนนอนมาเต็มอิ่นแล้วละ



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ลดน้ำหนักอย่าลดอาหาร

สำหรับหนุ่มๆสาวๆที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ตอนนี้ และกำลังหลีกเลี่ยงที่จะกินอาหารจำพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และไขมัน ต้องบอกเลยว่าจริงๆแล้วมันอันตรายมาก

ขอยกตัวอย่างให้ฟังทีละอย่างเลยละกันว่า การงดเนื้อสัตว์จะทำให้เราสูญเสียกล้ามเนื้อไป ไม่ใช่ไขมัน และในเนื้อสัตว์ยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดที่ผักและผลไม้ให้ไม่ได้ ดังนั้นแทนที่จะงดเนื้อสัตว์ให้เปลี่ยนมากินเนื้อสัตว์จำพวกปลาแทน และกินเต้าหู้กับนมพร่องมันเนยเสริมก็จะช่วยให้น้ำหนักลดลงได้อย่างปลอดภัย ส่วนอาหารจำพวกแป้งจะให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้เราเคลื่อนไหวทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันได้ดี การงดแป้งจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย หากต้องการลดน้ำหนักควรเลือกกินแป้งที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เส้นหมี่ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท โดยให้กินมื้อละประมาณ 1 ทัพพี

สุดท้ายไขมัน ไขมันมีความจำเป็นต่อร่างกายมาก เพราะช่วยให้การดูดซึมวิตามินต่างๆ และช่วยสร้างเซลล์ประสาทด้วยการกินไขมันสำหรับคนลดน้ำหนักจึงจำเป็นเช่นกัน แต่มีวิธีกิน คือ เปลี่ยนให้มากินไขมันที่ไม่อิ่มตัวแทน เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว และควรได้รับไขมันจากปลาอย่างปลาทูน่า และปล่าแซลมอนด้วย การเลือกกินแบบนี้นอกจากจะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีแล้วยังไม่เสียสุขภาพด้วย



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

ขอต้อนรับสู่ Kwamru.com

เว็บนี้เป็นเว็บรวมประสบการณ์ที่น่าสนใจที่จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น ปลอดภัยขึ้น มีประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตมากขึ้น จุดประสงค์ทำเพื่อสังคมน่ะครับ แต่ละบทความจะเป็นสิ่งที่น่าสนใจในชีวิตประจำวัน เว็บนี้ก่อตั้งเมื่อ 8 ต.ค. 2553

Admin@kwamru.com



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

การพิจารณาซื้อของทางอินเตอร์เน็ท(ระวังตัวอย่างไรจะได้ไม่โดนโกง)

ผมเป็นคนนึง ที่ซื้อของทางอินเตอร์เน็ทเป็นประจำ เผอิญมีบัตรเครดิตรอยู่ด้วยเลยยิ่งสะดวกใหญ่ ทำให้ไม่ต้องเดินไปซื้อที่ร้าน ทีนี้เราก็มีประสบการณ์อ่ะเนาะก็เลยอยากมาแชร์ เผื่อเพื่อนที่อยากจะซื้อแล้วยังกลัวๆอยู่

  1. ถ้าซื้อจากร้านชื่อดัง มีชื่อเสียง ก็ไม่ต้องกลัวถูกโกง เพราะถ้าโกงก็ไม่คุ้มอยู่แล้ว อันนี้สบายเปลาะหนึ่ง
  2. ร้านทั่วๆไปทางอินเตอร์เน็ท ที่เปิดเป็นร้านขาย ตรงนี้ต้องดูปัจจัยอื่นๆประกอบเช่น

2.1 ร้านค้าเปิดมานานหรือยัง จดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือยัง ถ้ามีจะน่าเชื้อถือมากขึ้น

2.2 ถ้าร้านมีเว็บบอร์ดให้เข้าไปดูว่า มีกระทู้การถามตอบเยอะหรือไม่ (มีเยอะแสดงว่าเปิดมานาน) ลูกค้าบ่นเยอะหรือไม่ ด่าเยอะหรือไม่ ถ้ากลิ่นไม่ดีก็ถอยห่าง

3. ถ้าเป็นพวกประกาศขายทางอินเตอร์เน็ท เป็นชิ้นๆล่ะมีวิธีพิจารณาอย่างไร เช่นพวกเว็บ ไทยเซกันแฮนด์ดอมคอม

3.1ตัวเค้าได้รับการรับรองจากเว็บนั้นๆหรือไม่ คือบางเว็บจะมีการ certified คนๆนั้นโดยส่งเอกสารไปยืนยัน ถ้าคนประกาศขายมีสัญลักษณ์รับรองก็น่าเชื่อถือระดับนึง

3.2 การโอนเงินไปก่อนถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก ฉะนั้นอย่าได้ทำ แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องลองเสี่ยงดู

3.3 กรณีนัดเจอเพื่อส่งสินค้า ประโยคเด็ดที่ผมใช้บ่อยๆคือ ของเป็นอย่างที่ลงประกาศไว้เหรอเปล่า ราคานี้นะ ของได้อะไรบ้าง แล้วก็ตบท้ายว่า เป็นอย่างที่คุยกันไว้ใช่ไหม เพราะถ้าไม่ใช่ ก็บอกกัน จะได้ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย อันนี้ช่วยได้เยอะ เพราะทางโน้นก็ไม่อยากเสียเวลา ก็จะพูดความจริงออกมา

3.4 ถ้าเป็นการประกาศขายผ่านทางเว็บบอร์ด ก็ให้ดูว่าสมาชิกนั้นๆสมัครมานานหรือยัง ถ้านานแล้ว เล่นมานานก็น่าเชื่อถือระดับนึง แต่บางทีก็ไม่เสมอไป ผมไปลงประกาศขายของเฉพาะอย่างอยู่เว็บนึง ผมก็สมัครสมาชิกเว็บบอร์ดนั้นๆ ใหม่เลย เพื่อไปประกาศขาย แต่ผมก็ไม่ได้โกงนิ๊ ^-^

4.เก็บหลักฐานการโอนเงินไว้เป็นอย่างดี หากมีการพยายามโกงเกิดขึ้นอาจช่วยได้

ถ้ามีข้อสงสัยก็ลองโพสถามนะ



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

การเลือกตำแหน่งห้องเวลาซื้อคอนโด

ซื้อคอนโดทีนึงนี่ราคาไม่ได้ถูกๆใช่มะ เดี๋ยวนี้เฉียดล้าน ทีนี้มีประสบการณ์มาแชร์นะ เอาเป็นแบบแปลกๆละกัน

1. ดูห้องที่จะซื้อว่า แดดตอนบ่ายส่องทางไหน เพราะแดดตอนบ่ายร๊อนร้อน ไปหากูเกิ้ลดูประกอบเรื่อง ทิศทางแดด กับการเลือกคอนโด http://www.google.co.th/#hl=th&biw=1419&bih=696&q=%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99+%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%A1&aq=f&aqi=g1&aql=&oq=&gs_rfai=&fp=47e72aab3dfd9979" target="_blank">ทิศทางแดด ลม

2.ห้องที่ซื้ออยู่หน้าลิฟท์ไหม ถ้าอยู่หน้าลิฟท์ ก็จะมีเสียง ติ๊ง ๆ ของลิ๊ฟ ตลอด แถมเปิดประตูทิ้งไว้คนก็มองเข้าห้องได้อีก (ห้องริมๆไม่เจอปัญหาตรงนี้)

3. ชั้นล่างๆ นี่ฝุ่นเยอะกว่าชั้นบน

4.ชั้นบนสุดควรหลีกเลี่ยงเพราะแดดส่องหลังคายังไงก็ร้อน เปลืองแอร์ ส่วนชั้นหนึ่งและสองก็ไม่ค่อยดีเสียงดัง อาจมีฝุ่นเยอะด้วย

5.ตำแหน่งของที่ทิ้งขยะก็สำคัญ อย่าให้มันอยู่แถวหน้าห้องเรานะ แผนผังห้องตอนซื้ออันนี้ถามเค้าได้

6.ตำแหน่งที่ทิ้งขยะรวม (รอรถขนขยะมารับไป) ตรงนี้สำคัญกว่าอีกเลือกผิดนี่ซวยไปเลย ขายต่อก็ไม่ได้? ทีนี้ถามต่อว่าแล้วจะรู้ได้ยังไง ขอตอบว่าก็ไม่รู้เหมือนกัน (ว๊อย)? แต่พอคาดการณ์ได้ (เดา) โดยดูจากทำเลและตำแหน่งของที่ทิ้งขยะรวมที่น่าเป็นไปได้

7.ห้องริมๆ ก็ดีอย่างคนเดินมาไม่ถึง เปิดห้องไว้ได้ คนไม่ค่อยมองเข้ามา

8.ตำแหน่งของจานดาวเทียมหากติด ห้องบางห้องตำแหน่งห้องไม่เอื้ออำนวยในการติดจานดาวเทียมนะ ลองดูๆตรงนี้ด้วย

9. ระวังห้องของโครงการที่จะขายหมดแล้ว ท่านอาจจะได้เลือกแต่ห้องที่ขายไม่ออกเพราะทำเลไม่ดีตรงนี้ต้องระวังให้มาก

10.ส่วนตำแหน่งของโครงการเองก็น่าระวังไม่น้อย เช่น อยู่บริเวณน้ำท่วมหรือไม่ สังเกตได้จาก เสาไฟฟ้าแถวนั้นว่ามีรอยน้ำท่วมไหม ถามวินมอไซด์, ?ใกล้สถานที่ทำให้เกิดเสียงดังหรือไม่ เช่นใกล้ศาสนสถานที่มีการสวดมนต์เสียงดัง ? ทางที่ดีพวกนี้ท่านต้องลองมานอนซักหนึ่งคืนแถวๆนั้นเืพื่อทดสอบ

11.นึกได้มาเขียนต่อ ^-^



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

วิธีเช็คความซื่อสัตย์ของผู้อื่นแบบง่ายๆ แต่ได้ผล

บางทีเราอยากจะรู้ใช่ไหมว่าคนที่เรารู้จักนี่ซื่อสัตย์แค่ไหน มีวิธีง่าย จะลองยกตัวอย่างให้ดูน เอาไปประยุกต์ใช้ได้

1.เมื่อมีโอกาสที่จะต้องให้ตังค์เค้าจำนวนหนึ่งเช่นคนรับจะรู้ว่า จะได้รับเงิน 80 บาท เราก็ลองส่งเงินเป็น แบ๊ง 20 ไปซัก 5 ใบ (100 บาท) แล้วแกล้งไม่รู้เรื่อง ดูซิว่าเค้าจะทำอย่างไร จะคืนเราไหม ?? เงินจำนวนนี้น้อย ถ้าคืน ด่านแรกถือว่าผ่าน วันหลังมีโอกาสลองระดับหลักร้อยดูว่าเค้าจะคืนไหมถ้าคืนถือว่าโอเค

2.เมื่อถึงกำหนดจะต้องจ่ายเงินค่าอะไรซักอย่างซึ่งมีหลายรายการ แต่มีรายการหนึ่งที่เราเคยจ่ายให้เค้าไปแล้ว (และเราต้องมั่นใจว่า เค้าจำได้ว่าเค้าได้ตังค์แล้ว) ตอนจ่ายเงินหลายๆรายการ ลองคิดรายการนี้ซ้ำดู ลองดูซิว่า เค้าจะทักไหมหรือว่าเค้าก็ปล่อยเลยตามเลย อย่าลืมว่าเราต้องแน่ใจว่าเค้าต้องรู้และจำตรงรายการนี้ได้นะ

ผมเคยลองมาหลายครั้งก็ถือว่าใช้ได้ผลดีทีเดียว เลยเอามาเผื่อแผ่เทคนิคนี้บ้าง

สุดท้ายก็อย่าลืมเช็คความซื่อสัตย์ของตัวเองด้วยเน้อ ^-^



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

เทคนิคที่ช่วยทำบัตร(เอกสาร)สำคัญๆหายแล้วอาจได้คืน

บางทีคนเราลืมบัตรไว้ที่ต่างๆ หรือเอกสารสำคัญ วางเอาไว้ แล้วเกิดลืมขึ้นมาจะทำไง

บางทีคนที่เก็บได้ก็อยากจะส่งคืนเจ้าของแต่ไม่รู้ว่าจะติดต่อเจ้าของอย่างไร หรือถ้าจะติดต่อได้ก็ต้องใช้ความพยายาม ซึ่งคนที่เก็บของได้ส่วนใหญ่คงไม่ หวังดีอะไรมากขนาดนั้น (ผมเองก็เป็น :mrgreen: )

มีวิธีหนึ่งอาจช่วยได้ !!!!!!

ให้เอากระดาษ เขียนประมาณว่า “ใครเก็บบัตรนี้ที่ทำตกนี้ได้ช่วยโทร 081-xxxxx” โดยติดที่หลังบัตรแล้วเอาสก็อตเทปปิดให้เีรียบร้อย หากวันใดวันหนึ่งเราเกิดทำบัตรตกหาย แล้วคนที่เก็บได้เค้าอาจหวังดีโทรมาหาเราก็เป็นได้นะ อย่างน้อยผมก็เคยหนนึงหล่ะ ไม่ต้องไปทำบัตรประชาชนใหม่

เทคนิคนี้ก็นำไปประยุกต์ใช้กับของอื่นๆเช่น ไปข้างนอกแล้วมีซองเอกสารสำคัญ คุณก็เขียนเผื่อไว้เลยว่า หากตกหายกรุณาโทรแจ้ง 081-xxxxx จะขอบคุณยิ่ง อะไรทำนองเนี้ย



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

การตั้งกรอบเป้าหมาย (การคิดเชิงกลยุทธ์)

Framing Skill หรือ การตั้งกรอบเป้าหมาย

มุมมองของสิ่งหนึ่งเดียวกัน หากมองคนละมุม ก็จะให้ความหมายแตกต่างกันได้ เช่น รูปโมนาลิซ่า มองมุมหนึ่งเหมือนคนเศร้า, ?แต่พอมองอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับคนกำลังยิ้ม ?ซึ่งการแก้ปัญหานั้น การตีความหมายหรือกรอบปัญหาสำคัญมาก เพราะหากตีความผิดแต่แรก การทำขั้นตอนใดๆต่อไป แมัจะทำอย่างดีและละเอียดเพียงใด ก็จะผิดตามไปหมด เพราะเราตั้งธงไว้ผิด

การพิจารณามีแนวทางคือ (ฝึกคิดแบบนี้บ่อยๆจะ่ช่วยได้ดีมาก)

1.ควรมองปัญหาจากมุมไหน : เป็นจุดเริ่มต้นของการวางกรอบปัญหา

2.ขอบเขตของปัญหากว้างแค่ไหน: เพื่อกำหนดแนวทางให้จำักัด

3.ควรมองให้ลึกและระเอียดขั้นใด : เพื่อลงสู่รายละเอียดของปัญหา บางทีน้อยไปอาจไม่ดี มากไปก็อาจเีสียเวลา

4.เงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆในการแก้ปัญหา เช่นเงินทุน, ระยะเวลา เป็นต้น

แนวทางของข้อมูลในการคิด

1.หาข้อมูลเชิงลึกระดับพอใช้ได้ การรวบรวมข้อมูลแม้มากมายเพียงใด แต่หากเป็นข้อมูลเป็นแบบค่าเฉลี่ยหรือทั่วๆไป อาจเป็นข้อมูลไม่มีประโยชน์ เพราะไม่รู้ถึงปัญหาและจุดตายที่ต้องรู้ก็ได้ ทำให้มองไม่เห็นข้อเท็จจริงบางอย่าง หรือแก่นแท้ของปัญหา เช่น มองว่าหน่วยงานนี้ประเมินผลได้ C แทบทุกปี ที่จริงหากไม่เก็บข้อมูลละเอียดอาจคิดแค่ว่า หน่วยงานนี้ทำงานไม่ดี แต่หากรู้ลึกเข้าไปจะพบว่า หน่วยงานนี้ถูกบีบให้ยุบหน่วยงาน เป็นต้น

2.การเปลี่ยนมุมมอง เป็นมองอีกด้านหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น การมองภาพปริศนาตามอินเตอร์เน็ท มองมุมนึงเป็นภาพปลาวาฬ มองมุมหนึ่งเป็นภาพหญิงสาว วิธีการนี้เปลี่ยนมุมมองออกไปก็จะได้แนวคิดใหม่ๆเพิ่มเข้ามา หรือฝึกมองแบบกบนอกกระลา, มองแบบสุดขั้ว, แหวกแนว อาจได้แนวคิดใหม่ๆก็ได้, หรือที่ที่น่ากลัวก็อาจเป็นที่คนอยากลุ้นลองก็มีเหมือนกัน

3.ข้อมูลที่ได้มามีเงื่อนงำ เชื่อถือได้หรือไม่ หรือว่าถูกเฉไฉให้เข้าใจผิดหรือไม่ การได้ข้อมูลมาแต่ข้อมูลถูกเฉไฉ (ไม่ได้หลอก,ไม่ได้โกหก, แต่พูดอีกมุม) ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลทางการเงินที่ส่งให้ตลาดหลักทรัยพ์, ข้อมูลที่รายงานแต่เพียงด้านเดียว, ข้อมูลที่บอกไม่หมด

เริ่มเรื่อง 5 P



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
Witsarut Aonpreaw
เขียนเมื่อ

แปลงเพลงในคอนเสิร์ต DVD แต่ละเพลง เป็น mp3 รายเพลง โดย DVD Audio Extractor

ผมอยากแปลงเพลงใน DVD ที่มีแต่ละ chapter (ตอน หรือ รายเพลง) แล้วแปลงให้เป็น mp3 เลยโดยไม่ต้องมากำหนดจุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุด ซึ่งถ้าต้องกำหนดจุดเริ่มต้นของการแปลงและจุดสิ้นสุดของการแปลงนั้น หลายๆโปรแกรมมันก็ทำได้ แต่ว่าผมเสาะหาอยู่นานและทดสอบหลายๆโปรแกรมในที่สุดก็ค้นพบโปรแกรมนี้ “DVD Audio Extractor” โปรแกรมนี้สามารถทำอย่างที่ว่าได้ และมีลูกเล่นแปลงเป็นไฟล์นามสกุลอื่นนอกจาก mp3 ได้อีกด้วยนะ วิธีใช้ก็ง่ายมาก ก็เลยไม่เขียนวิธีใช้ละกัน เพียงแต่บอกว่า ถ้าใครอยากจะเอาเพลงใน DVD ที่เป็นคอนเสิร์ต มาลงเป็น mp3 อย่างสะดวกก็ต้องเลือกโปรแกรมนี้เลย

หาวิธีแปลงมาให้แล้วตามลิ๊งนี้เลย

http://www.castudio.org/dvdaudioextractor/screenshots.php



ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี