เมื่อกี่นี้ค้างเอาไว้ว่าพวกเรา (นักวิจัย และประธานเครือข่ายฯ)  ควรเป็นผู้เสนอแนะหรือแสดงความคิดเห็นจะดีกว่า  เมื่อพูดถึงตรงนี้ทำให้ผู้วิจัยคิดถึงคำพูดของอาจารย์ ดร.ชาติชาย  ซึ่งเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเดียวกับผู้วิจัย  ท่านได้เคยคุยกับผู้วิจัยและบอกว่า  เมื่อเราจะเสนอความคิดเห็น  ข้อเท็จจริง  หรือสภาพปัญหาต่างๆไปยังผู้บังคับบัญชานั้น  จริงอยู่ว่าข้อเท็จจริงเป็นสิ่งที่เราควรนำเสนอ  แต่สิ่งที่ลืมไม่ได้อีกอย่างหนึ่งก็คือ  เราต้องเสนอทางออกหรือวิธีการแก้ไขให้กับท่านเหล่านั้นด้วย   ส่วนท่านจะรับฟังหรือไม่รับฟังก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราคาดเดาไม่ได้  แต่ถ้าเราได้ทำไปแล้ว  ผลจะออกมาอย่างไรเราก็ไม่ต้องเสียใจหรือเสียความรู้สึก  เพราะเราได้ทำดีที่สุดแล้ว

    การที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะผู้วิจัยเห็นว่ามีความสำคัญสำหรับการพัฒนาเครือข่ายฯเป็นอย่างมาก  เพราะ  ที่ผ่านมาเราพูดถึงแต่ปัญหา  เอาปัญหาออกมากางแผ่ให้ทุกคนได้รับทราบ  แต่บางทีเราอาจลืมไปว่า  การที่เรารู้ปัญหาและยอมรับความจริงเป็นสิ่งที่ดี  แต่ถ้าเราไม่แสวงหาวิธีการแก้ไข  ปัญหาก็จะไม่มีวันจบสิ้น  แล้วในที่สุดปัญหานั้นก็จะย้อนมาทำร้ายเรา  สิ่งที่ผู้วิจัยเห็นชัดที่สุดก็คือ  อย่างน้อยปัญหาเหล่านี้ก็ทำให้เราเครียด  ดังนั้น  จึงขอสรุปว่า  การสะท้อนข้อเท็จจริงนั้นเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น  แต่ที่ดีและจำเป็นมากไปกว่านั้นก็คือ  เราต้องเสนอแนวทางในการแก้ไขด้วย  และถ้าจะให้ดียิ่งๆขึ้นไปก็ควรที่จะต้องลงมือปฏิบัติด้วย

    ที่ผ่านมาสังคมไทยของเราที่มีปัญหาส่วนหนึ่งก็มาจากการที่มีแต่คนพูดแต่ไม่ทำ  เมื่อไม่ทำแล้วจะทราบได้อย่างไรว่าผลจะออกมาอย่างไร  เปรียบเสมือนการจัดการความรู้ก็เช่นเดียวกัน  เชื่อไหมคะว่าจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนที่ผ่านมา  (ของการเริ่มทำโครงการ)  และกว่าปีที่ผ่านมาที่ได้มีการประชุม  อบรม  สนทนาในเรื่องการจัดการความรู้  แต่ผู้วิจัยก็ยอมรับว่ายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้ที่ดีพอ  แม้กระทั่งในวันที่มีรายงานความก้าวหน้าเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา  ผู้วิจัยยังปรารภกับนักวิจัยทีมอื่นๆว่าไม่รู้ที่ทำมา 6 เดือนเป็นการจัดการความรู้หรือเปล่า  รู้สึกเครียดและกลุ้มใจมาก 

   กัลยาณมิตรที่แสนดี  ผู้เป็นทั้งเพื่อน  ทั้งพี่  ทั้งอาจารย์  และเป็นอีกหลายสิ่งหลายอย่างในเวลาเดียวกันอย่างอาจารย์สุกัญญาก็ได้บอกกับผู้วิจัยว่า  อย่าไปคิดมากเลย  ที่ผ่านมาทำอะไรก็เป็นการจัดการความรู้ทั้งนั้นแหละ  เพราะอย่างน้อยมันก็ทำให้ให้เราได้เรียนรู้  ทำให้ชุมชนได้เรียนรู้  และอีกอย่างหนึ่ง  คือ  การจัดการความรู้นั้นถ้าจะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งต้องลงมือปฏิบัติ  ไม่ใช่นั่งคิด  นั่งวาดภาพอย่างเดียว  ก็คงเหมือนกับที่ผู้วิจัยได้รับความรู้จากอาจารย์ประพนธ์  ผู้วิจัยจำได้ว่าอาจารย์เคยบอกว่าการจัดการความรู้นั้นต้องลงมือทำ

   ขอกลับเข้าสู่ประเด็นสนทนาระหว่างผู้วิจัยกับคุรสามารถต่อนะคะ  นอกจากเรื่องที่ทำการเครือข่ายแล้ว  เราได้มีการพูดคุยในเรื่องค่าเฉลี่ยศพด้วย  โดยผู้วิจัยเป็นผู้เปิดประเด็นในเรื่องนี้ว่าจากข้อมูลที่ได้จากการลงภาคสนามในแต่ละกลุ่ม  เสียงสะท้อนที่ออกมา  คือ  ตอนนี้บางกลุ่มเงินไม่พอที่จะจ่ายสวัสดิการและค่าเฉลี่ยศพ  เนื่องจากค่าเฉลี่ยศพสูง  ทำให้ต้องไปยืมเงินจากกองทุนธุรกิจชุมชนมาจ่าย  เราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร  จริงอยู่ที่ว่าตอนนี้สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เงินไม่พอ  เพราะเครือข่ายฯผิดพลาดไม่ได้เก็บเงินค่าเฉลี่ยศพตั้งแต่ศพที่ 7-100  ทำให้ต้องเก็บย้อนหลัง  ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่เรียบร้อย  แต่ถ้าปล่อยให้มีสภาพนี้ต่อไป  เครือข่ายฯจะยิ่งมีปัญหามากขึ้น  เพราะ  คณะกรรมการยังไม่เข้าใจว่าถ้าเงินไม่พอสามารถมาเอาจากกองทุนกลางที่แต่ละกลุ่มส่งให้เครือข่าย 20% ในแต่ละเดือนได้  ขณะนี้พอเงินไม่พอ  บางกลุ่มก็เริ่มไมสบายใจ  เครือข่ายฯจะแก้ไขอย่างไรที่จะทำให้บัญชีกองทุนต่างๆเป็นปัจจุบันจะได้ทราบสถานะการเงินที่แน่นอน  คุณสามารถไม่ตอบในเรื่องนี้  แกคงเครียด  ผู้วิจัยจึงได้เสนอว่า  ถ้าเราใช้เวทีการประชุมประจำเดือนมาแก้ไขปัญหาโดยการพูดถึงปัญหาไปเรื่อยๆ  เรื่องก็คงไม่จบ  ทำไมเราจึงไม่ใช้เวทีนี้สัก 1 เดือน  เคลียร์บัญชีทั้งหมด  เรียกทุกกลุ่มมา  ให้ทุกกลุ่มเคลียร์  ถ้ากลุ่มไหนไม่พร้อมก็ให้เขานัดวันเวลาที่พร้อมมาเลย  ฝ่ายตรวจสอบ  และรองประธานที่ดูแลแต่ละกองทุนจะได้เข้าไปเคลียร์บัญชีให้เรียบร้อย  เมื่อพูดถึงตรงนี้คุรสามารถก็ยังไม่ออกความเห็นอะไร  ผู้วิจัยจึงบอกว่าถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุม  ให้คณะกรรมการเป็นผู้ตัดสิน  และหาทางออกจะดีที่สุด

     เกือบลืมค่ะ  เรื่องค่าเฉลี่ยศพยังไม่จบ  ตอนนี้ความเห็น (เท่าที่ได้รับทราบมาจากเครือข่ายฯ) สะท้อนออกมา 2 แนวทาง ได้แก่  ควรมีการเก็บค่าเฉลี่ยศพแบบเดิม  คือ  กลุ่มไหนที่เข้ามาเป็นสมาชิกของเครือข่ายครบ 180 วันให้เก็บค่าเฉลี่ยศพส่งมาที่เครือข่ายฯ  สำหรับสมาชิกที่เข้ามาใหม่ในแต่ละกลุ่มถ้าเข้ามาต้องเก็บเงินค่าเฉลี่ยศพส่งมาที่เครือข่ายเลย ข้อดีของแบบนี้  คือ  คิดค่าเฉลี่ยศพง่าย  และค่าเฉลี่ยศพจะลดลงถ้าแต่ละเดือนมีสมาชิกใหม่มากขึ้น  แต่ก็มีข้อเสีย (ในความเห็นของผู้วิจัย) คือ  ทำให้แต่ละกลุ่มไม่มีเงินอยู่ในมือ  เพราะแม้แต่คนเข้าใหม่ก็ต้องเอามาเฉลี่ยด้วย   หรือเป็นแบบใหม่  คือ  กลุ่มไหนที่เข้ามาเป็นสมาชิกครบ 180 วันให้เก็บค่าเฉลี่ยศพส่งมาที่เครือข่ายฯ  ส่วนคนที่มาสมัครเป็นสมาชิกใหม่ในแต่ละกลุ่มถ้ายังไม่ครบ 180 วันก็ยังไม่ต้องนำเงินของคนเหล่านั้นมาจ่ายเฉลี่ยด้วย  ซึ่งมีข้อดี  คือ  ทำให้กลุ่มที่มีสมาชิกใหม่มีเงินอยู่ในมือ  ส่วนข้อเสีย  คือ  การคิดคำนวณจะยากกว่าแบบแรก  และสมาชิกต้องเสียค่าเฉลี่ยศพสูง  เพราะไม่นับรวมสมาชิกใหม่  

     ในประเด็นเรื่องค่าเฉลี่ยศพนี้เราถกเถียงกันอยู่นานก็ยังไม่ได้คำตอบ  เพราะต่างคนต่างก็มีมุมมองของตนเอง  สำหรับผู้วิจัยเห็นว่า  เมื่อเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนก็ควรให้เงินส่วนใหญ่อยู่ในชุมชน  แต่สภาพปัจจุบันเงินส่วนใหญ่ถูกส่งมาที่เครือข่ายฯ กลุ่มไม่มีเงินอยู่ในมือ  ทำให้คณะกรรมการเกิดความกังวลใจ  และไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม  ผู้วิจัยเปรียบเทียบให้เห็นว่า  เหมือนกับเราทำงาน  ทำมาแทบตาย  แต่ไม่ได้ใช้เงิน  เอาไปให้คนอื่นใช้หมด  เราก็ไม่มีกำลังใจ  ไม่รู้จะทำไปทำไม  เปรียบเทียบกับกลุ่มก็เช่นเดียวกัน  ถ้าเขาเก็บเงินมาซึ่งเป็นเงินของชุมชน  แต่ส่งมาที่เครือข่ายฯเกือบหมด  เขาไม่มีเงินในหน้าตักหรือมีน้อย  เขาก็อาจไม่มีกำลังใจในการทำงาน  แต่ผู้วิจัยก็ยอมรับว่าในความเป็นจริงแล้วเราต้องใช้หลักการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข  กลุ่มใหญ่ต้องช่วยกลุ่มเล็ก  กลุ่มเล็กต้องพยายามทำให้ตัวเองเข้มแข็งไม่เป็นภาระของกลุ่มใหญ่  การส่งเงินมาที่เครือข่ายฯเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข

    ขณะที่คุณสามารถบอกว่าผู้วิจัยยังไม่เข้าใจหลักการเรื่องวันละบาทดีพอ  หลักการนี้ต้องการให้คนมาช่วยเหลือกัน  มาเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกัน  เงินเพียงวันละ 1 บาท/คนไม่สามารถนำมาจัดสวัสดิการได้เพียงพอถ้าไม่นำเงินมารวมกัน  แล้วช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  ซึ่งผู้วิจัยเห็นด้วยในข้อนี้  แต่มีคำถามอยู่นิดหนึ่งว่าจะมีวิธีการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขวิธีอื่นไหมที่จะทำให้ชุมชนได้บริหารจัดการเงินของตนเองให้ได้มากที่สุด  ให้เงินอยู่ในชุมชนมากที่สุด  เพราะ  กองทุนนี้เป็นกองทุนของชุมชน