ข้อควรสังเกตในการสอนทักษะชีวิต
การส่งเสริมการสอนทักษะชีวิตได้เป็นที่ยอมรับขององค์การอนามัยโลก (WHO) แต่อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและแบบแผนของการดำเนินชีวิต เพราะทักษะชีวิตเป็นสิ่งที่สำคัญในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเชผิญกับภาวะสุขภาพที่ไม่ดี อยู่ในภาวะเครียดที่ไม่สามารถจัดการแก้ไขได้ ทักษะชีวิตมีความจำเป็นสำหรับเยาวชนที่จะต้องเผชิญต่อสู้กับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน และยิ่งไปกว่านั้นเยาวชนในวัยนี้จะต้องเจริญเติบโตในโลกที่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า ด้วยการที่สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีความเป็นสังคมเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ไม่ยอมเปิดกว้างให้มีการส่งเสริมเยาวชนให้มีคุณค่าและเยาวชนเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีความกระจ่างชัด ในความคิดของตนเกี่ยวกับโอกาสในชีวิตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ปัจจัยทั้งหมดจึงชักนำให้เยาวชนมีความอ่อนแอ การมีทักษะชีวิตจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้เยาวชนเข้มแข็งขึ้น สามารถพัฒนาปรับตัวเองให้อยู่ในสถานการณ์ที่ยุ่งยากได้ และช่วยให้เยาวชนปรับเปลี่ยนตนเองให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีได้ (WHO 1994 : 5)
ทักษะชีวิตศึกษา (Life Skill Education)
ในการส่งเสริมสุขภาพ ทักษะชีวิตอยู่บนพื้นฐานการสอนทักษะชีวิตทั่ว ๆ ไป รวมทั้งการฝึกฝนทักษะเพื่อนำไปใช้ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ทางด้านสุขภาพและสังคม บทเรียนการสอนทักษะชีวิตควรจะมีการผสมผสานกับข้อมูลข่าวสารทางด้านสุขภาพ (Health information) ซึ่งอาจจะออกแบบโปรแกรมให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่จะมีผลต่อสุขภาพและการพัฒนาเยาวชน
วิธีการที่ใช้ในการสอนทักษะชีวิตเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากบุคคลต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว จากการสังเกตว่าเขาปฏิบัติอะไร ปฏิบัติอย่างไร จากพฤติกรรมที่แสดงออกมาซึ่งสามารถอธิบายได้โดยทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social learning theory) พัฒนาขึ้นโดยแบนดูรา (Bandura 1977) ซึ่งเป็นการเรียนรู้โดยตรงจากการมีประสบการณ์จริง
ทักษะชีวิตศึกษาเป็นกระบวนการเรียนการสอนแบบให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม วิธีการที่เหมาะสมในการมีส่วนร่วมได้แก่ กลุ่ม 2 คนและกลุ่มย่อยระดมสมอง การแสดงบทบาทสมมุติ เกมส์ และการโต้วาที การสอนทักษะชีวิตควรเริ่มจากผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็นหรือความรู้ของตนเองที่เกี่ยวกับประสบการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตของตนเอง โดยมีการตั้งประเด็นขึ้นมาแล้วให้ผู้เรียนได้อภิปรายและถกเถียงกัน ในรายละเอียดภายในกลุ่มหรืออาจจะให้แสดงบทบาทสมมุติในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติทักษะชีวิตที่จำเป็น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการสอนทักษะชีวิตศึกษา และในช่วงท้ายเป็นขั้นตอนการประยุกต์แนวคิด ผู้สอนจะมอบหมายงานให้ผู้เรียนนำไปอภิปรายและฝึกปฏิบัติทักษะกับครอบครัวและเพื่อนต่อไป (WHO 1994 : 5-6)
กลยุทธ์การจัดการเรียนการสอนทักษะชีวิต
การสอนทักษะชีวิตในเด็กและเยาวชนได้มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เพื่อป้องกันปัญหาการใช้ยาที่ไม่ถูกต้อง และการตั้งครรภ์วัยรุ่น ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพจิตสำหรับผู้ใหญ่ก็ได้มีการนำโปรแกรมทักษะชีวิตไปใช้ เช่น ทักษะการสื่อสารและการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Communication and Empathy Skills) โดยใช้ในกลุ่มนักศึกษาแพทย์และผู้ให้ค่าปรึกษา ทักษะการแก้ปัญหาและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Problem solying and critical thinking) ในกลุ่มนักบริหารธุรกิจ และการจัดการอารมณ์และความเครียด (Coping with emotions and stressors) ได้นำมาใช้กับประชาชนที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพจิต กลยุทธ์ที่เหมาะสมของการนำทักษะชีวิตมาใช้ควรจะเริ่มต้นจากกลุ่มเด็กและเยาวชนที่อยู่ในระบบโรงเรียน ซึ่งการส่งเสริมการเรียนการสอนทักษะชีวิตเป็นการสนับสนุนให้มีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี มีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลและการมีสุขภาพจิตที่ดี นอกจากนี้ยังเป็นการป้องกันเยาวชนตั้งแต่เริ่มแรกก่อนที่จะเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต
โรงเรียนเป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มต้นการสอนทักษะชีวิตเนื่องจาก
- เด็กและเยาวชนส่วนใหญ่จะอยู่ในระบบโรงเรียนซึ่งจะเข้าถึงได้ง่าย
- มีโครงสร้างชัดเจนคุ้มค่าต่อการนำไปใช้
- ผู้สอนมีประสบการณ์อยู่แล้ว
- ผู้ปกครองและชุมชนให้ความเชื่อถือและไว้วางใจ
- สามารถที่จะติดตามประเมินผลได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
สัดส่วนของเด็กที่อยู่นอกระบบโรงเรียนยังมีอยู่เป็นจำนวนมากในหลาย ๆ ประเทศ การจัดโปรแกรมการสอนทักษะชีวิต อาจจะใช้วิธีรวมเด็กขึ้นเป็นกลุ่มในชุมชน อย่างไรก็ตามวิถีทางที่เหมาะสมที่สุดก็คือ ควรจะเริ่มพัฒนาทักษะชีวิตขึ้นในระบบโรงเรียน (WHO 1994 : 6)
การศึกษาทักษะชีวิตในประเทศไทย
การศึกษาเริ่มจากความพยายามหาแนวทางป้องกันยาเสพติด โดยเริ่มจากการให้ความรู้ข้อมูล แล้วพัฒนาไปตามยุคต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้
ยุคที่ 1 ยุคข้อมูล-ความรู้
ยุคนี้เชื่อว่าข้อมูลความรู้เรื่องโทษ พิษภัย และชนิดของยาเสพติดจะช่วยให้คนไม่ตกเป็นเหยื่อของยาเสพติดโดยเชื่อว่า คนใช้ยาเสพติดเพราะไม่รู้ว่ายาเสพติดมีโทษ จึงไม่กลัวและเชื่อว่าถ้าทุกคนรู้ความจริงแล้วจะไม่ทำ
ยุคที่ 2 ยุคความตระหนัก
นักวิชาการเชื่อว่าความรู้อย่างเดียวไม่สามารถยับยั้งความคิดที่จะใช้สารเสพติดได้ การสร้างความตระหนักในโทษและพิษภัยยาเสพติดให้เห็นเป็นเรื่องใกล้ตัวเรื่องร้ายแรงและกระทบต่อทุกคน จึงเป็นจุดเน้นใหม่ของกิจกรรมป้องกันยาเสพติด
ยุคที่ 3 ยุค KAP
นักวิชาการพบว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเชิงพฤติกรรม หากเราสามารถช่วยให้ทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่อตนเองรู้สึกรังเกียจการใช้ยาเสพติดและไม่นิยมพึ่งพายาเสพติดเป็นการแก้ปัญหาแล้ว คนก็จะไม่ใช้สารเสพติดการให้ความรู้เรื่องยาเสพติด
ในยุคนี้ใช้วิธีการให้ความรู้แบบมีส่วนร่วม มีการทำกิจกรรม มีการเล่นเกมส์ และมีการเล่นบทบาทสมมุติ
ยุคที่ 4 ยุคพัฒนาพฤติกรรม คุณภาพชีวิตและทางเลือก
นักวิชาการสนใจในคุณลักษณะ ทางสังคมจิตวิทยาบางประการ ที่ช่วยให้เราสามารถเผชิญปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถจัดการกับสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม และหันมาสนใจเรื่องทักษะการปฏิเสธ ทักษะอาชีพการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ในทางสร้างสรรค์และการส่งเสริมกิจกรรม
ยุคที่ 5 ยุคพัฒนาบุคลิกภาพ
เป็นยุคต้นของความคิดที่จะนำการฝึกอบรมทักษะชีวิตให้กับเยาวชนเพื่อป้องกันพฤติกรรมเบี่ยงเบนในวงกว้างเพื่อเป็นกลไกถาวรในการป้องกัน ปัญหาเชิงพฤติกรรมแทนการตามแก้ปัญหาพฤติกรรมแต่ละอย่าง
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการแบ่งยุคชัดเจนดังกล่าวมาแล้วก็ตาม ในทางปฏิบัติการดำเนินการรณรงค์ป้องกันยาเสพติดและโรคเอดส์ขององค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคดังกล่าว วิธีการที่เคยใช้มาในยุคก่อน ๆ ถึงเวลานี้ก็ยังมีใช้กันตามหน่วยงานต่าง ๆ ตามสถานการณ์และวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ ซึ่งไม่เหมือนกัน
ในการริเริ่มนำความคิด เรื่องทักษะชีวิต มาเป็นยุทธศาสตร์สำหรับป้องกันพฤติกรรมเบี่ยงเบนเริ่มต้นขึ้น ณ ปี พ.ศ.2535 ตามลำดับดังนี้
พ.ศ.2535 ดร.วีรสิทธิ์ สิทธิ์ไตรย์ และ นายประเสริฐ ตันสกุล ในนามของโครงการโรคเอดส์สภากาชาดไทยและกรมการฝึกหัดครูตามลำดับ ได้ร่วมกันพัฒนาเสนอโครงการร่วมมือศึกษาวิจัยและประมวลข้อมูลเกี่ยวกับทักษะชีวิตในประเทศไทยเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้และกำหนดรูปแบบแนวทางที่เหมาะสมสำหรับนำทักษะชีวิตมาใช้ปัองกันยาเสพติดและโรคเอดส์
พ.ศ.2537 องค์การยูนิเซฟตกลงให้ทุนอุดหนุนโครงการดังกล่าว ให้กรมการฝึกหัดครูเป็นหน่วยกลางในการดำเนินงาน
พ.ศ.2537-2538 เป็นระยะเวลาดำเนินการศึกษาวิจัยและพัฒนายุทธศาสตร์ทักษะชีวิตเพื่อป้องกันเอดส์ ได้มีการนำแนวความคิดและวิธีการบางส่วนไปทดลองใช้ในกิจกรรมปกติด้วย ตามแต่จะมีโอกาส เช่น ในโครงการชาวเขาและในโรงเรียนบางแห่ง และจะมีการประเมินผลในปี พ.ศ.2540
แผนภาพองค์ประกอบของทักษะชีวิต
จากองค์ประกอบทักษะชีวิต 12 ประการ แบ่งตามการจัดการเรียนการสอนเป็น 3 ด้าน
- ความคิดสร้างสรรค์ - ความตระหนักรู้ในตน - การสร้างสัมพันธภาพ
- ความคิดวิเคราะห์ - ความเห็นใจผู้อื่น และการสื่อสาร
- วิจารณ์ - ความภูมิใจในตนเอง - การตัดสินใจและ
- ความรับผิดชอบต่อสังคม แก้ไขปัญหา
- การจัดการกับอารมณ์และความเครียด
หลักการสอนทักษะชีวิต
ในการสอนทักษะชีวิตจะใช้การเรียนการสอนที่ยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลางหรือ “การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม” ซึ่งอาจจำแนกออกเป็น การสอนเจตคติ การสอนทักษะ ซึ่งในกระบวนการเรียนการสอนนักเรียนจะได้รับการฝึก ความคิดวิเคราะห์วิจารณ์และความคิดสร้างสรรค์อยู่ในทุกขั้นตอนของการสอน (ดังแผนภาพ)
<p> </p><p> การเรียนการสอนทักษะชีวิตนักเรียนจะเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่ใช้หลัก การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (participatory learning) กระบวนการสร้างความรู้นี้จะต้องอาศัยประสบการณ์เดิมของนักเรียนเป็นสำคัญ ทำให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง และระหว่างผู้เรียนผู้สอน ทำให้เกิดการขยายตัวของเครือข่ายความรู้ที่ทุกคนมีอยู่ออกไปอย่างกว้างขวางโดยอาศัยการแสดงออกทางภาษา ได้แก่ การพูดและการเขียน เป็นเครื่องมือในการแลกเปลี่ยน การวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้</p>