คนที่จ่ายเงินมากกว่า ย่อมได้รับการบริการที่ดีกว่า และแน่นอน ผลการผ่าตัดย่อมดีกว่าอยู่แล้ว !

วันที่ 21 พฤษภาคม 2550

วันจันทร์ สัปดาห์ที่ 3 ในสิงคโปร์ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>สภาพอากาศ : ฝนตกตั้งแต่เช้า แต่แป๊บเดียว <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>งาน : ช่วงเช้าอยู่ห้อง urodynamic study ช่วงบ่ายอยู่ clinic (มันก็ที่เดียวกันนั่นแหละ) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ครอบครัว : น้องแป้งตื่นเช้า ไปโรงเรียนได้ทันเวลา เมื่อวานเจ้าจ้าตื่นขึ้นมาหลังจากไปส่งพ่อ ร้องไห้อยู่นานเป็นชั่วโมง <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>ชีวิตส่วนตัว : เนื่องจากในช่วงเช้าว่างงาน เพราะคนไข้ส่วนใหญ่ไม่ให้เข้าไปดูเวลาตรวจ urodynamic ผมได้สังเกตเห็นลักษณะบางอย่างของที่นี่ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ผมพอจะสรุปได้คร่าวๆว่า เขาจะแบ่งคนไข้ออกเป็น 2 พวก พวกแรกคือกลุ่มที่จ่ายเงินเองทุกบาทหรือที่เรียกว่า class P (pay) กลับกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่ไม่ต้องจ่าย เรียกว่า class S (subsidized) เรียกง่ายๆว่าสังคมสงเคราะห์ คำนี้หายไปจากบ้านเรากว่า 6 ปีแล้วตั้งแต่มีพรบ.ประกันสุขภาพถ้วนหน้า เขาเปลี่ยนเป็นสิทธิประโยชน์แทน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ในกลุ่ม P นั้นเป็นกลุ่มที่จ่ายเงินเองทุกบาท ถือเป็นคนไข้ชั้นดี มีหมอที่เป็น consultant ดูแลเอง พวกแพทย์ฝึกหัดหรือ fellow ไม่ต้องดู หรือบางทีแค่ดูง่ายๆ เช่นสั่งยา การผ่าตัดจะทำโดย consultant (แต่บางครั้งก็มีการลักไก่บ้าง เมื่อคนไข้สลบไปแล้ว ฮา) <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ในกลุ่ม S รัฐบาลจะสงเคราะห์เท่าไหร่ผมไม่แน่ใจ เพราะเคยได้ยินมาเลาๆว่า ในกลุ่มนี้อาจจะสามารถแบ่งย่อยได้อีก ขึ้นกับว่าเขาจะจ่ายเท่าไหร่ (ไม่แน่ใจจริงๆครับ) กลุ่มนี้แหละที่พวกเราสามารถดูแลเขาได้เต็มที่ คนที่จะเข้ากลุ่มนี้ส่วนมากเป็นชนชั้นแรงงาน แต่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน ที่บัตรคิวของทุกคนผมจะเห็นคำว่า ขอบคุณที่เลือก KKH” เสมอครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                นี่คงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งกระมัง ที่ทำให้โรงพยาบาลของเขาร่ำรวย หมอมีรายได้สูง เพราะคนไข้กลุ่ม P จ่ายหนัก รายได้ส่วนใหญ่ก็ตกไปที่หมอ แบ่งรายได้กับโรงพยาบาลกันเท่าไหร่ไม่กล้าถาม แต่ทุกคนยินดีอย่างยิ่งที่จะตรวจคนไข้และรับไว้เป็นเจ้าของไข้ เท่าที่สังเกตดูพบว่า อัตราส่วนระหว่างคนไข้ สังเกตเห็นว่า น่าจะมีกลุ่ม P มากกว่ากลุ่ม S ราวๆ 3:2 <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ในความเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าระบบนี้มีทั้งดีและเสีย ที่ดีก็คือว่า มันคล้ายๆกับระบบที่เราเคยมีกันในสมัยก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงพรบ. รายได้ส่วนหนึ่งได้มาจากกลุ่มคนที่สามารถจ่ายเงินสดให้โรงพยาบาลได้ แต่ที่ประเทศเราไม่มีการแบ่งรายได้ให้หมอ เงินเข้าโรงพยาบาลล้วนๆ หมอก็กินเงินเดือนตามระเบียบ ทำมากน้อยแค่ไหนก็ได้เงินเท่ากันทุกเดือน เราจึงเห็นการเกี่ยงงานกันมากกว่า บางครั้งมาทำงานสาย เพราะมันแต่ทำคลินิกกัน เป็นต้น ที่เห็นชัดว่าดีคือ โรงพยาบาลมีรายได้ ข้อเสียคือ การแบ่งชั้นแบบนี้ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่า มันเป็นระบบทุนนิยมอย่างชัดเจน เห็นได้ชัด ใครทำมากได้มาก ใครทำน้อยได้น้อย ดังนั้นจึงแย่งกันทำงาน นี่ยังไม่ได้สังเกตลึกลงไปว่า มีการรักษาแบบไม่จำเป็นบ้างหรือไม่ เช่นผ่าตัดมาก (เพราะเพิ่งมาอยู่ไงครับ) ในการ set ผ่าตัด เมื่อคนไข้ถามว่าการรักษาต่างกันหรือผลต่างกันหรือไม่ในแต่ละ class คุณครูผมก็จะบอกคนไข้ไปตรงๆว่า ผลต่างกันแน่ๆ ขึ้นอยู่กับการผ่าตัดโดยใคร ผู้เชี่ยวชาญ (consultant) ผ่าตัด ผลก็ดีกว่าเห็นๆ (ว่ากันไปนั่น ) คำเปรียบเทียบเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ การนั่งโดยสารไปกับ Singapore airline มันต่างกับ Tiger air อยู่แล้ว แม้ว่ามันจะถึงที่หมายเหมือนกัน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ที่บ้านเรา การผ่าตัดโดยผู้เชี่ยวชาญ หรือการฝากแบบพิเศษนั้น ทำกันแบบมุบมิบ คนไข้ต้องจ่ายเงินให้หมอต่างหาก รายได้ไม่มีการแบ่งให้โรงพยาบาล ไม่ต้องแสดงรายได้ส่วนนี้ให้กับสรรพากร แต่ตอนนี้ก็มีความพยายามที่จะจัดระบบการดูแลพิเศษขึ้นที่โรงพยาบาลหลายแห่ง เท่าที่เคยเห็นชัดเจนก็คือที่รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ ที่ม.อ. ทราบว่าที่อื่นๆก็เริ่มทำกัน ระบบนี้จะดีหรือไม่ สร้างรายได้ให้โรงพยาบาลมากขึ้นหรือไม่ คำตอบก็คือใช่ เราอาจจะสามารถเรียกหมอให้กลับมาในระบบรัฐบาลมากขึ้น (หมายความว่าแทนที่จะไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลเอกชน คนไข้สามารถให้หมอผ่าตัดในโรงพยาบาลรัฐบาลแทน เพราะยังไงเสียก็ราคาถูกกว่าอยู่ดี) แต่ก็ยังมีคำถามถึงเรื่องของจริยธรรมบ้างเหมือนกัน เรื่องนี้วิเคราะห์กันเอาเองนะครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                ช่วงบ่ายผมได้มีโอกาสออกตรวจพร้อมคุณหมอชินสวน เธอเป็น medical officer (MO) ซึ่งก็คือแพทย์ที่กำลังใช้ทุนแบบที่บ้านเรานั่นแหละ ทำไมต้องอยู่กับ MO ก็เพราะว่าครูหาญอยากให้ผมดูอย่างเดียวในสัปดาห์นี้ ดังนั้นจะนั่งอยู่กับใครก็ได้ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p>                วันนี้เลิกงาน 18.30 น. กว่าจะกลับถึงที่พักก็ประมาณ 19.30 น. เหนื่อยแทบสลบ