ผมมีข้อสังเกตว่า นศ.ที่ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับ KM ในประเทศไทยไม่ได้อ่านวารสารด้าน KM อาจารย์ที่ปรึกษาก็ไม่เคยอ่านวารสารด้าน KM ไม่เคยอ่าน Journal Club กันเรื่อง KM แล้วทำวิทยานิพนธ์เรื่อง KM กันได้อย่างไรผมนึกไม่ออกเลย
มี นศ.ปริญญาเอกคนหนึ่งทำวิทยานิพนธ์ด้าน KM มหาวิทยาลัยกำหนดว่าจะจบได้ต้องตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการนานาชาติเสียก่อน มาปรึกษาผมว่าจะลงพิมพ์ในวารสารอะไรดี ผมถามว่าเคยอ่านวารสารด้าน KM ไหม ได้รับคำตอบว่าไม่เคย แสดงว่าวงการศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยนั้นไม่ได้สร้างชุมชนวิชาการขึ้นมารองรับหลักสูตรปริญญาเอกของตนเลย
การอ่านวารสาร เอาเรื่องราวของการวิจัย เรื่องราวของความรู้ใหม่ ๆ, วิธีวิทยาการวิจัยใหม่ ๆ มาถกเถียงกันใน Journal Club เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชุมชนวิชาการ
หลักสูตรปริญญาเอกที่จัดขึ้นโดยไม่สร้างชุมชนวิชาการขึ้นรองรับ น่าจะบอกได้ว่าจะได้บัณฑิตที่ด้อยคุณภาพ
วิจารณ์ พานิช
19 พ.ค.50
สมัยที่ผมยังเรียนอยู๋น่ะครับ การที่เด็กๆจะอ่านได้ดีต้องมีแรงจูงใจ ผมเริ่มอ่านจากนวนิยายก่อน แล้วค่อยเริ่มอ่านที่ยากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถอ่านงานที่ยากๆได้
โดยเฉพาะสื่อต่างๆที่ทำให้เด็กนั้น ควรคัดกรองให้ดี เพื่อฝึกนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เด็ก
หลายสถาบันก็ยังมอง KM เป็นแฟชั่นและคิดว่าจะค่อย ๆ เสื่อมถอยลงเหมือนกับแฟชั่นที่เก่าและมีเรื่องใหม่มาแทนในที่สุด เพราะหลายแห่งสอนองค์ความรู้ไม่สอนให้หาวิธีการเรียนรู้หรือจัดการการเรียนรู้ เป็นธรรมดาที่การสอนองค์ความรู้ง่ายกว่าการสอนวิธีการเรียนรู้หรือการจัดการความรู้ คนเรียนที่หวังเพียงปริญญาแม้สถาบันจะจัดชุมชนวิชาการขึ้นมา ก็ไม่คิดจะเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะการเสาะหาความรู้มันเหนื่อยและลำบากกว่าฟังเขาพูด ดูเขาเล่า ยิ่งต้องมาจัดการความรู้ก็ดูว่าลำบากเข้าไปอีก ชอบความรู้ที่เขาจัดให้มากกว่าความรู้ที่ฝังลึกอยู่ข้างใน
เพราะการจัดการความรู้ไม่ทำไม่รู้ ฟังอย่างเดียวไม่ได้ทำก็เลยไม่รู้ซะทีนั่นเอง
ผมว่าประเทศไทยมีการสนับสนุนฐานข้อมูลวิชาการจากต่างประเทศน้อยหรือมีแต่ไม่สามารถหาข้อมูลที่ต้องการได้ ยิ่ง Journal ที่เป็นเล่มยิ่งไม่เคยเห็นเลย ทำให้นักศึกษาไม่มีแหล่งความรู้ที่จะเข้าไปศึกษา
ส่วนเรื่องจะมองว่าจบ "ด๊อก" ไปจะได้คุณภาพหรือป่าว คงต้องกลับไปมองว่าจบ "โท" มาได้ยังไง แล้วมาตรฐานของเด็กป.โทอยู่ตรงไหน ช่วงหลังผมเห็น มีการเปิดหลักสูตรป.โทกันมาก แต่ไม่ได้เน้นให้นักศึกษาทำการวิจัย ซึ่งข้อนี้ผมตัวผมเองมองว่าสำคัญมากสำหรับการเรียนป.โท
หลายสถาบันมีการโฆษณาว่าไม่ต้องทำวิทยานิพนธ์ก็จบได้ก็มี บางทีก็รับนักศึกษาเข้าไปเยอะๆ การเรียนการสอนไม่ต่างอะไรกับเรียนป.ตรี บางที่ก็เปิดสาขานั่นสาขานี่แล้วก็เก็บค่าเรียนแพงๆ ทั้งที่ไม่มีอาจารย์ที่ตรงสาขามาสอนแล้วก็ไม่มีระบบอะไรสนับสนุน ซึ่งก็เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเรียนเพื่อเอา "กระดาษ" หนึ่งใบไปอัพเกรดตำแหน่งและเงินเดือน เข้าตำราเรียนง่ายจบเร็ว ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับสังคมที่นับถือกระดาษอย่างทุกวันนี้ สมัครงานทีมีกระดาษหลายใบจะได้โก้ๆ หางานดีๆ ได้แต่ไม่มี "คุณภาพ" อย่างที่เห็น
พูดถึงเรื่องงานวิจัย เคยเห็นโฆษณาของบางองค์กรของรัฐที่ใหญ่ๆ ออกมาดูหรูหรา แต่ละองค์กรมีงบวิจัยปีละหลายๆๆๆ ล้าน แต่พอเข้าไปดูจริงๆ กลับไม่มีอะไรเลยก็มี ถ้าจะมีการตั้งคำถามก็คงจะได้หลายคำถามอยู่ แต่ไม่รู้จะมีใครให้คำตอบหรือเปล่า...
เรียนให้ทราบเพื่ออาจารย์สบายใจขึ้นบ้างค่ะ ว่าไม่ใช่ทั่งหมดที่เป็นอย่างอาจารยพบค่ะ เพราะอย่างน้อยเรื่องที่ดิฉันทำนั้น ก่อนหน้าจะสอบ 3บท ก็ได้ร่วมเสนอผลในการประชุมวิชาการหลายครั้งทั้งในและต่างประเทศ และได้พบ นศ.-อาจารย์ ไทยที่เรียนและสอนในประเทศไทยไปร่วมนำเสนอด้วยหลายครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าต้องอ่านวาสารต่างประเทศมากมายค่ะ
นอกจากนี้ ยังเสนอต่อมหาวิทยาลัยจนเป็นที่ยอมรับแล้วว่า นศไทยต้องอ่านวารสาร ก่อนจึงมีโอกาสwfhตีพิมพ์