แต่เราก็กินถึงสามมื้อเพื่อตอบสนองความอยากและหิว

จริงๆแล้วก็มีบลอกของตัวเองที่อื่นที่เขียนมานานเน
แต่อันนั้นก็เป็นบลอกบ่นเสียมากกกว่า
ด้วยความบังเอิญที่ได้ fwd mail ดีๆมา
แล้วก็คิดว่า มีเหตุมีผลเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน
ครั้นจะเอาไปรวมกับไดอารีตัวเองก็ดูจะหายาก
เลยมาเก็บเป็นเรื่องเป็นราวที่นี่ดีกว่า

ปกติเราจะไม่ค่อยอ่าน fwd mail หรือว่าส่งต่อเท่าไหร่
ไม่ค่อยนิยม แต่ว่าหลายทีที่ได้รับ fwd mail ดีๆ
แล้วจะเก็บไว้ใน inbox มันก็คงอยู่อย่างนั้นไม่ได้ขยับไปไหน
ว่าแล้วก็เอามาแปะและเขียนความเห็นของเราเพิ่มเติมไปด้วยดีกว่า

ทำอย่างไรจึงจะไม่แก่ และอายุยืน


เห็นแค่หัวข้อก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่
เพราะเราไม่ใช่พวกคนที่อยากหน้าเด็กและอายุยืน
(หน้าเด็กอยู่แล้วนี่ก็ไม่เกี่ยว)

แต่อ่านแล้วก็พบว่า มันคงจริงแหละนะ
เพราะตัวเราได้พิสูจน์มาเองแล้วบางส่วน
นั่นคือ การไม่กินข้าวเย็น

โดยส่วนตัวแล้วถือศีลแปดอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง
เป็นเวลาเกือบสองปีแล้ว
หนึ่งในศีลแปดนั้นคือ ไม่ทานข้าวหลังเที่ยง
ซึ่งบอกได้เลยว่า ข้อนี้นั้นยากที่สุดแล้ว
ใช้กำลังใจอย่างมหาศาล
โดยเฉพาะกับคนอย่างเราที่เห็นการกินเป็นเรื่องใหญ่
เป็นพวก enjoy eating และชอบกินของอร่อยเป็นที่สุด

แต่เราจะพบว่า การกินมื้อเย็นนั้นเป็นการกินเพื่อตอบสนองความอยาก
ไม่ใช่ตอบสนองต่อสิ่งที่ร่างกายต้องการ
อย่าว่าแต่มื้อเย็นเลย มนุษย์เราเนี่ย  ต่อให้วันนึงกินข้าวมื้อเดียวก็อยู่ได้

แต่เราก็กินถึงสามมื้อเพื่อตอบสนองความอยากและหิว

ใน fwd mail นี้เค้าแนะนำว่า ให้กินสายกลาง
ซึ่งแปลว่า ไม่กินมื้อเย็น ให้กินแต่ข้าวเช้าและข้าวเที่ยง
เค้าให้พิสูจน์โดยการนับแคลอรี่ไข่ลวก 1 ฟอง

“มีไข่แดงหนัก 50 กรัม ในไข่แดงมีคลอเลสเตอรอล 1 กรัม
ให้พลังงาน 9 แคลอรี่   ฉะนั้น 50 กรัม ให้พลังงาน 450 แคลอรี่ 
จะต้องออกกำลังกายเพื่อใช้พลังงานนี้ 
โดยขี่จักรยานตั้งแรงต้านไว้ 1.3 ก.ก. 
ความเร็วที่ปั่นบันไดจักรยาน  60   รอบต่อนาที
ขี่อยู่นาน60 นาที จะเหนื่อยหอบ  เหงื่อไหลท่วมตัว
แต่ใช้พลังงานไปเพียง  300 แคลอรี่  ไข่ใบเดียวใช้ไม่หมด”

น้องสาวเราที่เป็น นศพ.อยู่ ก็เคยบอกว่า
ผู้หญิงเราใช้พลังงานวันหนึ่ง 1500 แคลลอรี่
เพราะฉะนั้นถ้ากินเกิน 1500 มันก็จะไปสะสมเป็นไขมันอยู่
(ผู้ชาย 1800)

เค้าบอกต่อว่า ไขมันที่กินไม่หมดก็จะมีไปค้างที่หลอดเลือดด้วย
ถ้าค้างมาก รูหลอดเลือดก็จะเล็กลงทุกวัน เลือดก็ไปเลี้ยงส่วนต่างๆน้อยลง
ผลเสียต่างๆก็จะตามมาเป็นพรวน ไม่ต้องสาธยายให้หวาดเสียว

ซึ่งสรุปแล้วก็คือแนะนำให้งดมื้อเย็นนั่นเอง

ส่วนตัวแล้วก็คิดว่ามันยากพอสมควร เพราะต้องใช้กำลังใจสูง
อย่างเรานี่ขนาดถือมาเกือบสองปีแล้ว วันไหนงดมื้อเย็น
ก็ยังรู้สึกทรมานอยู่ดี

ซึ่งเค้าก็แนะนำว่า วิธีจะให้ง่ายคือ ไม่ต้องกินมันเลยดีกว่า
การอดแบบเรา คือ อดอาทิตย์ละครั้งมันยากกว่า
แต่เราก็ยัง enjoy eating อยู่ ซึ่งมื้อที่เราจะเลือกสรรของดีให้ตัวเอง
ก็ไม่พ้นมื้อเย็นอยู่ดี เพราะมื้อเช้าและกลางวันเราก็ต้องทำงาน

ก็ถ้าใครคิดว่าจะฝึกกระเพาะให้ชินกับการไม่กินมื้อเย็นเลย
ก็สามารถทำได้ อันนี้เค้าบอกว่ามีวิธีฝึกอยู่ 4 วิธี
                  
1.   ค่อยๆลดปริมาณอาหารมื้อเย็นทีละน้อยๆ

ปกติไม่เคยใช้วิธีนี้ เพราะหักดิบเอาเลย คือ ไม่กินเลย
แล้วก็ดื่มน้ำปานะ ซึ่งก็คือ น้ำผลไม้คั้นไม่มีกาก
จากผลไม้ที่ลูกไม่ใหญ่กว่ามะม่วง

2.   ร่นเวลากินอาหารเย็น 

เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม 
ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น  5 โมงเย็น  4 โมงเย็น  3 โมงเย็น ฯ

แต่ว่าคนทำงานออฟฟิศคงยากหน่อยกับเรื่องนี้
ถ้าทำไม่ได้ก็แนะนำว่าหักดิบไปเลยดีกว่า

3.   กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น 

ใช้เม็ดแมงลัก 2 ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกง
หรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที   ดื่มน้ำตามอีก 4-5 แก้ว

วิธีนี้ไม่เคยลอง แต่เห็นคนที่เคยกินเค้าก็บอกว่า
ไม่รู้สึกอะไรเลย อาจจะรู้สึกว่าท้องหนักขึ้น แต่ก็แป้บเดียว

 4.   กินมังสวิรัตมื้อเย็น 

ข้อนี้อาจจะเหมาะ และดีกว่าสำหรับคนที่ไม่ได้ตั้งใจจะถือศีลแปด
การกินมังสวิรัติก็ช่วยให้กระเพาะไม่ต้องย่อยเนื้อสัตว์
ซึ่งมีสารพิษมากกว่าและกระเพาะทำงานหนักกว่า


ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ไม่ให้กินอาหารหลังเที่ยงนั้น
นอกจากข้อที่ว่าจะทำให้สุขภาพไม่ดีอย่างข้างบนว่ามาแล้วนั้น
การกินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย
ก็จะทำให้มีราคะเยอะ ไม่ต้องแปลลึกซึ้งมากก็ได้
แต่ทำให้เราฟุ้งซ่าน ง่วงนอน และสปอยตัวเองได้มากขึ้นนั่นเอง


เจ้าของบลอกยังคงไม่คิดจะงดมื้อเย็นทุกวัน
คนอ่านเองก็อาจจะยังใจไม่กล้าพอ
(ถ้าไม่นับคนที่ตั้งใจลดความอ้วน)

แต่ว่าอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งหนึ่ง
เพื่อสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีด้วยก็คงจะดีนะ