บางที่การปรับเปลี่ยนเพียงน้อยนิดของเราอาจเป็นจุดหนึ่งที่ช่วยกันทำให้สังคมไทยของเราดีขึ้น ทั้งในแง่ สังคม เศรษฐกิจ การเมือง หรือแม้แต่สิ่งแวดล้อม ท่านเห็นด้วยหรือไม่
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วย 3 แนวคิดที่สำคัญคือ (ม.ป.ช.(ม.ป.ป.),2549,สุเมธตันติเวชกุล,2547)
1. ความพอเหมาะพอควร หมายถึงความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ซึ่งก็เป็นหัวใจของดัชนีความสุขโลก ( HPI: Happy Planet Index ) ที่เสนอให้ใช้ทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ ไม่ใช้เกินขีดความสามารถที่ธรรมชาติจะรับได้ เป็นเรื่องของ "ขนาด" (scale) ซึ่งรวมไปถึงขนาดของกิจกรรมการพัฒนาต่างๆตั้งแต่ชุมชนไปจนถึงระดับชาติ ให้ที่มีความ "พอดี" รู้ว่าความพอดีนั้นควรอยู่ตรงไหน เช่นการผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ ซึ่งนับได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ใช่การนำเอารายได้ของประชากรหรือตัวเลขมาเป็นหลัก แต่ให้นำเอา "คน" เป็นศูนย์กลาง และนำเอา "ทรัพยากร" มาใช้อย่างสร้างสรรค์
2. ความมีเหตุมีผลเป็นแนวทางการจัดการชีวิต ความเป็นอยู่เศรษฐกิจสังคมอย่างมีหลักวิชา ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ใช้ความรู้ ใช้ปัญญาเข้าใจปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้คน โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบคอบการมีเหตุมีผลมาจากการเรียนรู้ที่เหมาะสม ทำให้คนพัฒนาศักยภาพของตนเอง ของท้องถิ่นและสามารถใช้ทรัพยากรอย่างมีเหตุมีผล เหมือนกับที่บรรพบุรุษของเราได้ใช้ด้วย "ภูมิปัญญา" จึงมีทรัพยากรเหลือไว้ให้ลูกหลานในวันนี้
3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดี หมายถึงการมีหลักประกันว่า สิ่งที่ทำจะมั่นคงยั่งยืน ไม่ใช่ทำแล้วล้มลุกคลุกคลานหมายถึงต้องสร้างระบบ ไม่ใช่ทำโครงการ ใช้เงินกับอำนาจจะได้โครงการใช้ความรู้ใช้ปัญญาจะได้ระบบ โครงการมักไม่ยั่งยืน เพราะเงินหมดก็เลิกของบประมาณใหม่ คนย้ายก็เลิก เพราะขึ้นกับคนแต่ระบบเป็นพลังที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองได้ถ้าเป็นระบบที่ดี การมีภูมิคุ้มกันที่ดีจึงเป็นการเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล
ถ้าเราทำตามนี้ได้ ความสุขคงไม่ไกลเกินเอื้อมนะคะ
...................
โดย น.ต.หญิง คนึงนิจ อนุโรจน์ ....... 6 พ.ค.50