ภูมิปัญญา

หมวด ภูมิปัญญา เรื่อง การทอผ้า

 

การทอผ้าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่คนไทยรุ่นปัจจุบันต้องช่วยกันอนุรักษ์ไว้ในสมัยก่อนผู้หญิงไทยจะทำเครื่องใช้ต่างๆ ในบ้านเองงานสำคัญอย่างหนึ่งคือการทำเสื้อผ้าผ้านุ่ง ผ้าห่ม ไว้ใช้กันในครอบครัวในพิธีกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการเกิด การบวชการแต่งงาน การตาย ก็ต้องใช้ผ้าผ้าทอจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตคนไทย

 

กรรมวิธีและเทคนิคในการทอผ้าให้เกิดลวดลายต่างๆเป็นเทคนิคและ ความสามารถของแต่ละคน

หลักใหญ่ของการทอผ้าก็คือการนำเส้นฝ้ายหรือไหมมาขัดกันให้เป็นลายโดยขึงเส้นกลุ่มหนึ่งเป็นหลัก เรียกว่าเส้นยืน

 

แล้วใช้อีกเส้นหนึ่ง เรียกว่าเส้นพุ่งสอดตามขวางของเส้นยืนเมื่อสานขัดกันก็จะเกิดลวดลายต่างๆ

ผ้าบางชนิดผู้ทอจะคิดหาวิธีสอดด้ายและสอดสีสลับกันบางวิธีก็จะจับผูกและมัดเน้นเป็นช่วงๆหรืออาจจะยกด้ายที่ทอเป็นระยะๆทำให้เกิดลวดลายสวยงาม

ผู้ทอต้องสามารถจดจำลวดลายที่ตนคิดประดิษฐ์ได้ถึงแม้แต่ละลวดลายจะมีความซับซ้อนและหลากหลายแต่เขาก็สามารถนำมาประสานกันได้อย่างเหมาะเจาะงดงามแสดงถึงภูมิปัญญาและความสามารถของชาวชนบทเป็นอย่างดี

ผ้าทอมือจึงมีเทคนิคการทอและความสวยงามเป็นที่สุด

ผ้าทอของชาวบ้านมีรูปแบบ ระเบียบลายที่บ่งชี้ถึงกลุ่มของคนไทยสายต่างๆได้

ผ้าซิ่นที่นุ่งก็มีการทอให้แตกต่างกันสามารถบอกได้ว่าหญิงคนใดยังเป็นโสดและหญิงคนใดแต่งงานแล้ว

 

ผ้าซิ่นของหญิงมีสามีจะเป็นซิ่นที่นำผ้าสามชิ้นมาต่อกันแบ่งเป็นส่วนบน ส่วนกลางและส่วนเชิงแต่ละส่วนจะทอเป็นลวดลายแตกต่างกันทั้ง 3 ส่วน

ผ้าซิ่นของหญิงสาวจะเป็นผ้าผืนเดียวกันตลอดทั้งผืนอาจใช้วิธีมัดหมี่เป็นดอกเป็นลวดลายอย่างเดียวสวยงามมาก

 

ชายผ้าซิ่นแทบทุกผืนจะมีวิธีทำลวดลายแปลกๆเช่นอาจจะจกไหมสลับกับฝ้ายในรูปแบบของการทอผสมปักกลายๆแต่แทนที่จะใช้เข็มปักเขาจะใช้ขนเม่นทำลวดลายวิธีนี้เรียกว่า จกแต่ละบ้านจะมีลวดลายของตน

ผ้าตีนจกที่นิยมกันมากคือผ้าตีนจกของหาดเสี้ยว จังหวัดสุโขทัยเป็นศิลปะพื้นบ้านลวดลายสวย สีงามงานประณีต

นอกจากผ้ามัดหมี่ ผ้าจกแล้วยังมีผ้าแพรวาซึ่งใช้เป็นผ้าคลุมไหล่หรือห่มเฉียงไหล่ผ้าขิตซึ่งมีลวดลายเป็น แนวเดียวกันตลอดนิยมใช้ทำหมอน ผ้าปูโต๊ะ ผ้าคลุมเตียงผ้ายกดอก

เป็นศิลปะการทออีกแบบหนึ่งคล้ายกับผ้าขิตแต่จะทอด้วยไหมทั้งผืนและยกดิ้นเงินหรือดิ้นทองจังหวัดนครศรีธรรมราชมีชื่อเสียงในการทอผ้ายก เรียกว่าผ้ายกเมืองนคร

ผ้าพื้นและผ้าอื่นๆส่วนใหญ่เป็นผ้าที่ทอใช้กันทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน เช่น ผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้าเป็นส้นขัดตาตารางหรือเป็นลายเส้นธรรมดา

  <p> </p><h1 style="margin-left: 0cm; text-indent: 0cm; text-align: justify"> วัตถุดิบที่ใช้ในการทอผ้า <p> </p> </h1><p style="margin-left: -9pt; text-indent: 45pt; text-align: justify" class="MsoNormal">วัตถุดิบ ที่นิยมนำมาใช้ทอผ้าได้แก่ ไหม ฝ้าย และขนสัตว์นั้นนักวิชาการเชื่อกันว่ามีกำเนิดจากดินแดนอื่นนอกประเทศไทยไหมนั้นเชื่อว่ามีต้นกำเนิดมาจากประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนแล้วนำไปเผยแพร่ในญี่ปุ่นอินเดีย รวมทั้งดินแดนต่างๆ ในเอเชีย และยุโรปส่วนฝ้ายเชื่อกันว่าอาจมาจากอาหรับและเผยแพร่เข้ามาใช้กันอย่างกว้างขวางในอินเดียก่อนจึงเข้ามาในแถบประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงภายหลังจนกลายเป็นพืชพื้นเมืองในแถบนี้ไปสำหรับขนสัตว์เป็นวัสดุที่เหมาะกับอากาศหนาวเชื่อกันว่านำมาใช้ทำผ้าในยุโรปตอนเหนือก่อนแล้วจึงแพร่หลายไปสู่ดินแดนอื่นๆ</p>  <p> </p>การทอผ้าแบบพื้นบ้านพื้นเมืองในภูมิภาคต่างๆ <p> </p><p style="text-align: justify" class="MsoNormal">            ในปัจจุบันการทอผ้าพื้นบ้านพื้นเมืองหลายแห่งยังทอลวดลายสัญลักษณ์ดั้งเดิมโดยเฉพาะในชุมชนที่มีเชื้อสายชาติพันธุ์บางกลุ่มที่กระจายตัวกันอยู่ในภาคต่างๆ ของประเทศไทยศิลปะการทอผ้าของกลุ่มชนเหล่านี้จึงนับว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มอยู่จนถึงทุกวันนี้หากจะแบ่งผ้าพื้นเมืองของกลุ่มชนเหล่านี้ตามภาคต่างๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นก็อาจจะแบ่งคร่าว ๆ ได้ดังนี้</p>. การทอผ้าในภาคเหนือแถบล้านนาไทย <p> </p>          . การทอผ้าในภาคกลางในภาคกลางตอนบน <p> </p>          . การทอผ้าในภาคอีสาน <p> </p>          . การทอผ้าในภาคใต้ <p> </p><h2 style="text-indent: 0cm; text-align: justify"> ลวดลายและสัญลักษณ์ในผ้าไทยเป็นอย่างไร <p> </p> </h2><p style="text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ผ้าพื้นบ้านพื้นเมืองของไทยที่ทอกันตามท้องถิ่นต่างในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยลวดลายและสัญลักษณ์ต่างๆ มากมายซึ่งผู้ใช้ผ้าในยุคปัจจุบันอาจไม่เข้าใจความหมายและมองไม่เห็นคุณค่า</p><p style="text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ลวดลายและสัญลักษณ์เหล่านี้บางลายก็มีชื่อเรียกสืบต่อกันมาหลายชั่วคนบางชื่อก็เป็นภาษาท้องถิ่นไม่เป็นที่เข้าใจของรนไทยในภาคอื่นๆ เช่น ลายเอี้ย ลายบักจัน ฯลฯบางชื่อก็เรียกกันมาโดยไม่รู้ประวัติเช่น ลายแมงมุม ลายปลาหมึกซึ่งแม้แต่ผู้ทอก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมจึงเรียกชื่อนั้นบางลวดลายก็มีผู้ตั้งชื่อให้ใหม่เช่นลาย ขอพระเทพเป็นต้นสัญลักษณ์และลวดลายบางอย่างก็เชื่อมโยงกับคติและความเชื่อของคนไทยพื้นบ้านที่นับถือสืบต่อกันมาหลายๆ ชั่วอายุคนและยังสามารถเชื่อมโยงกับลวดลายที่ปรากฏอยู่ในศิลปะอื่นๆ เช่น บนจิตรกรรมฝาผนัง และสถาปัตยกรรมหรือบางทีก็มีกล่าวถึงใน ตำนานพื้นบ้านและในวรรณคดี เป็นต้น</p>          บางลวดลายก็เป็นคติร่วมกับความเชื่อสากลและปรากฏอยู่ในศิลปะของหลายชาติเช่น ลายขอหรือลายก้นหอย เป็นต้นซึ่งนับว่าเป็นลายเก่าแก่แต่โบราณของหลายๆ ประเทศทั่วโลกหากเรารู้จักสังเกตและศึกษาเปรียบเทียบแล้วก็จะเข้าใจลวดลายและสัญลักษณ์ในผ้าพื้นเมืองของไทยได้มากขึ้นและมองเห็นคุณค่าได้ลึกซึ้งขึ้น <p> </p>ลวดลายต้นแบบสามารถแบ่งเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ <p> </p>. ลายเส้นตรง หรือเส้นขาด <p> </p>. ลายฟันปลา <p> </p>. ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือลายกากบาท <p> </p>. ลายขดเป็นวงเหมือนก้นหอยหรือตะขอ <p> </p><h3> ลวดลายที่เชื่อมโยงกับความเชื่อพื้นบ้านอย่างเห็นได้ชัดมีอะไรบ้าง <p> </p> </h3><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ลวดลายและสัญลักษณ์ต่าง ๆที่ปรากฏอยู่ในศิลปะผ้าทอไทยนั้นเชื่อกันว่ามีความเชื่อมโยงกับคติความเชื่อของคนไทยที่สืบทอดกันมาแต่โบราณเราอาจศึกษาเปรียบเทียบลวดลายสัญลักษณ์เหล่านี้กับสัญลักษณ์อย่างเดียวกันที่ปรากฏอยู่ในศิลปะประเภทอื่นๆ เช่น ในจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรมและแม้แต่ในตำนานพื้นบ้านที่เล่าขานสืบต่อกันมาหรือในวรรณกรรมต่าง ๆลวดลายที่เชื่อมโยงกับความเชื่อพื้นบ้านไทยอย่างเห็นได้ชัดมีดังนี้</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">สัญลักษณ์งูหรือนาคงูหรือนาคปรากฏอยู่ในลายผ้าพื้นเมืองของคนไทยกลุ่มต่างๆเกือบทุกภูมิภาคของประเทศโดยเฉพาะในล้านนาและในอีสานนอกจากนี้ยังพบในศิลปะของกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไทที่อาศัยอยู่นอกดินแดนของไทยในปัจจุบันเช่น ในสิบสองปันนา ในลาว อีกด้วย</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ในแถบลุ่มแม่น้ำโขงคนไทยและคนลาวต่างมีความเชื่อสืบทอดกันมาเรื่องพญานาคซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองบาดาลใต้แม่น้ำโขงจนกระทั่งทุกวันนี้ผู้คนในแถบนั้นก็ยังเชื่อว่าเวลามีงานบุญประเพณีเช่น งานไหลเรือไฟพญานาคก็จะขึ้นมาเล่นลูกไฟด้วยดังที่มีผู้เห็นลูกไฟขึ้นจากลำน้ำในช่วงเทศกาลงานไหลเรือไฟเป็นประจำเกือบทุกปี</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">สัญลักษณ์นกหรือห่านหรือหงส์นกหรือหงส์เป็นสัญลักษณ์สำคัญที่ปรากฏอยู่ในศิลปะผ้าทอพื้นบ้านในภาคเหนือของไทยเป็นส่วนใหญ่นอกจากนี้ก็มีปรากฏมากในผ้าทอมือของลาวสิบสองปันนาและในหมู่พวกคนไทในเวียดนาม</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">ในสถาปัตยกรรมล้านนาและล้านช้างจะพบนกหรือหงส์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญประดับอยู่บนหลังคาโบสถ์คู่กับสัญลักษณ์นาคหรือบางแห่งก็มีแต่หงส์ประดับอยู่ตามจุดต่างๆ ในวัดในสิบสองปันนาสัญลักษณ์นกหรือหงส์หรือนกยูงจะปรากฏอยู่ทั่วไปทั้งในจิตรกรรม สถาปัตยกรรมและบนผืนผ้า นกยูงเป็นสัญลักษณ์ที่รัฐบาลจีนปัจจุบันได้นำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของยูนานและได้มีการประดิษฐ์นาฏลีลาสมัยใหม่ซึ่งใช้แสดงเป็นสัญลักษณ์ของชาวไทลื้อในสิบสอบปันนาเรียกว่า ระบำนกยูง</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การทอลายขิตคือการคัดเก็บยกเส้นด้ายยืนพิเศษให้เกิดเป็นลวดลายแล้วสอดเส้นด้ายพุ่งไปตลอดแนวของความกว้างของหน้าผ้าทำให้เกิดลายขิตในแต่ละแถวเป็นลายขิตสีเดียวกัน</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การยกเป็นเทคนิคการทอยกลายให้เห็นเด่นชัดมีลักษณะคล้ายกับการทอลายขิตแต่ใช้เส้นพุ่งพิเศษ เช่น ไหม ดิ้นเงิน ดิ้นทองมีชายมีเชิงซึ่งขั้นตอนยุ่งยากกว่าผ้าทอลายขิตมาก</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การจกเป็นเทคนิคการทอลวดลายบนผืนผ้าด้วยวิธีการเพิ่มด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปขณะที่ทอเป็นช่วงไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้ากระทำโดยใช้ไม้หรือขนเม่นหรือนิ้วมือยกหรือจกด้วยเส้นยืนขึ้นแล้วสอดเส้นพุ่งพิเศษต่อไปตามจังหวะของลวดลายสามารถสลับสีได้หลากหลายสี</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal">การทอลายน้ำไหลเป็นเทคนิคการทอแบบลายขัดธรรมดาแต่ใช้ด้ายหลากสีพุ่งเกาะเกี่ยวกันเป็นช่วงๆ ให้เกิดจังหวะของลายน้ำไหลเป็นลักษณะเฉพาะของชาวเมืองน่านเรียกกรรมวิธีการทอนี้ว่า ล้วงแต่ชาวไทลื้อ อำเภอเชียงของ และเชียงคำจังหวัดเชียงราย เรียกว่า เกาะเทคนิคนี้อาจดัดแปลงพัฒนาเป็นลายอื่นๆ เรียกว่าลายผักแว่น ลายจรวด ฯลฯ เป็นต้น</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal"> การยกมุกเป็นเทคนิคการทอโดยใช้เส้นยืนพิเศษเพิ่มบนกี่ทอผ้าลายยกบนผ้าเกิดจากการใช้ตะกอลอยยกด้ายยืนพิเศษลวดลายที่เกิดจากเทคนิคนี้คล้ายกันมากกับลวดลายที่เกิดจากเทคนิคขิต จกแทบจะแยกไม่ได้เลยสำหรับผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องเทคนิคการทอผ้าที่ลึกซึ้งชาวไทยพวนที่ตำบลหาดเสี้ยว จังหวัดสุโขทัยและที่ อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ใช้เทคนิคนี้ในการทอส่วนที่เป็นตัวซิ่นบางครั้งอาจจะนำเชิงซิ่นมาต่อเป็นตีนจกเรียกว่าซิ่นมุก</p><p style="text-indent: 36pt" class="MsoNormal"> การมัดหมี่เป็นเทคนิคการมัดเส้นพุ่งหรือเส้นยืนให้เป็นลวดลายด้วยเชือกกล้วยหรือเชือกฟางก่อนนำไปย้อมสีแล้วกรอด้ายให้เรียงตามลวดลายร้อยใส่เชือกแล้วนำมาทอจะได้ลายมัดหมี่ที่เป็นทางกว้างของผ้าเรียกว่า มัดหมี่ เส้นพุ่งซึ่งเป็นที่นิยมในบ้านเรามีการทำผ้ามัดหมี่เส้นยืนบ้างในบางจังหวัดเช่นจังหวัดเชียงใหม่แม่ฮ่องสอน ราชบุรี เพชรบุรีส่วนใหญ่เป็นผ้าชาวเขาบางผืนใช้การทอสลับกับลายขิตซึ่งช่วยเพิ่มความวิจิตรงดงามให้แก่ผืนผ้า</p><p class="MsoNormal">ปัญหาในการอนุรักษ์และสืบทอดศิลปะผ้าไทยมีอะไรบ้าง</p><p class="MsoNormal">            ศิลปะผ้าทอไทยอันมีประวัติยาวนานและมีความมั่งคั่งหลากหลายซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณจนทุกวันนี้ตกอยู่ในมือของคนรุ่นเราและรุ่นหลังจะรักษาต่อไปหน่วยงานหลาย ๆหน่วยงานทั้งของรัฐบาลและเอกชนต่างก็ช่วยกันดำเนินการรับสนองพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการศึกษาส่งเสริมและพัฒนาศิลปะผ้าทอของไทย</p>