จากที่มีการสรุปและศึกษาเชื่อชนเผ่ามลาบรี (Mlabri) ซึ่งแปลว่า “คนป่า” มีวิถีชีวิตโดยการดำรงชีพอยู่ในป่าเทือกเขา มี การเดินทางร่อนเร่เคลื่อนย้ายที่อยู่ไปตามทิวเขา เป็นชนเผ่ารักอิสระไม่มีการตั้งหลักปักฐาน หรือสร้างหมู่บ้านเป็นที่เป็นทางที่แน่นอนมลาบรีจะสร้างเพิงที่พักชั่วคราวขึ้นเพื่ออาศัย มีการหาของป่าหรือน้ำผึ้งและงานฝีมือมาแลกเปลี่ยนกับมีดและเสื้อผ้าหรือแลกกับเกลือและข้าว ตั้งแต่ พ.ศ. 2542 ชนเผ่ามลาบรีอยู่ที่บ้านห้วยหยวก หมู่ที่ 6 ตำบลแม่ขะนิงอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน จำนวน 21 หลังคาเรือน 25 ครอบครัว 149 การการสร้างบ้านเรือนและมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีวิถีชีวิตก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นการรับจ้างชนเผ่าม้งทำไร่ข้าวโพด ไร่ข้าว หรือไร่ขิง ตามแต่ที่มีการว่าจ้าง ซึ่งการรับจ้างดังกล่าวชนเผ่ามลาบรีไม่เข้าใจในระบบการจ้างจึงถูกกดขี่ด้านแรงงานบ้างจากนายจ้างบางราย หรือบางครั้งก็มีการแสดงวิถีชีวิตที่เคยอยู่ในป่าครั้งที่ยังเร่ร่อนอยู่ให้กับนักท่องเที่ยงดูเพื่อแลกหมูหรือเงินเล็กน้อย <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> จากวิถีที่เปลี่ยนไปจากการเป็นผู้เก็บของป่า ล่าสัตว์เพื่อบริโภคหรือแลกของใช้ อาหาร เป็นการรับจ้าง และแพ้วถางปลูกทำการเกษตรเพื่อขายและซื้ออาหารและตกเป็นทาสของวัตถุนิยมในที่สุด ในภาวการณ์ของเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตทำให้มลาบรีเกิดความสับสนในวิถีที่แปรเปลี่ยน ถึงแม้จะมีการพัฒนาของหน่วยต่างๆก็ตาม มลาบรีก็ตามไม่ทันกับการพัฒนาการสงเคราะห์ที่บุคคลภาคส่วนต่างๆ ยิบยื่นให้โดยที่มลาบรีไม่เข้าใจ ไม่เห็นความสำคัญ มองไม่เห็นทาง หรือคิดไม่ออกว่าที่สุดของการพัฒนาหรือการสงเคราะห์ ชีวิตของตนเองจะเป็นเช่นไร และเกิดคำถามขึ้นกับการพัฒนา การสงเคราะห์มากมาย(มีครั้งหนึ่งหัวหน้า…หัวหน้าคือเจ้าหน้าที่รัฐ มลาบรีมักจะเรียกว่าหัวหน้าทั้งหมด เล่า เชิงบ่น ปนขำ เจ็บๆ ว่า ตาปาบ่นว่า “ย้อนหมู่สู เอา ข้าว มาฮื้อเฮากิ๋น เฮาเลยต้องมีแก๋ง มีถ้วย มีจ้อน มีเกลือ มีพริก แต่ก่อนเฮาอยู่ในป่ากินหัวมันบ่อต้องใจ้ถ้วยใจ้จ้อนบ่อต้องมีแก๋ง ม่าเดี่ยวมันยุ้งยาก….)</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ท่ามกลางความสับสนดังกล่าวการเปลี่ยนวิถีจากเก็บของป่าล่าสัตว์เป็นผู้รับจ้างและเป็นผู้แพ้วถางและเผา ปลูก ในที่สุด ในปี 2550 มี 14 ครอบครัว ได้แพ้วถางซึ่งเป็นที่ทำกินของชนเผ่าม้ง โดยจะทำไร่ข้าวโพดถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลาที่รับจ้างได้เรียนรู้การทำไร่ข้าวโพดจากนายจ้าง แต่ก็ไม่ได้เรียนรู้ครบทุกกระบวนการ เช่นการใช้สารเคมี ระบบทุน หรือแม้แต่การตลาด และที่สำคัญคือเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงกล่าวได้ว่าวิถีใหม่ที่กำลังจะเกิดกับชนเผ่ามลาบรีจะเป็นวิถีที่สร้างปัญหาทั้งชนเผ่ามลาบรีและสิ่งแวดล้อมชุมชนเป็นอย่างยิ่งและเกิดขึ้นแน่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมี 2 ครอบครัวที่ได้แพ้วถางแหล่งต้นน้ำสาและเป็นต้นน้ำที่มาใช้ในหมู่บ้าน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> เป็นความผิดของมลาบรีใช่มั้ยที่แพ้วถาง เผา และต่อไปคงต้องใช้ยาคุมหญ้าก่อนหย่อนเม็ดข้าวโพด อีก1เดือนก็ต้องตามด้วยยาฆ่าหญ้า และเข้าสู่ระบบการขายเพื่อเป็นทาสของระบบทุน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> กรณีนี้ มลาบรี….ควรทำอย่างไร…..??????????</p>
มลาบรี ผู้ใสซื่อ ตกเป็นทาสระบบทุนนิยม หรือไร?
ปี 50 มลาบรี 14 ครอบครัวเปลี่ยนวิถีจากเก็บของป่า ล่าสัตว์ เป็นการแพ้วถาง ปลูก ขาย ทาส ระบบทุนนิยม
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Vasin in LA (วศิน ณ. แอลเอ) · 22 มี.ค. 2550
เทพฤทธิ์ · 22 มี.ค. 2550
สำลี · 22 มี.ค. 2550
นาย วรชัย หลักคำ · 22 มี.ค. 2550
Supa · 22 มี.ค. 2550
จันทร์ฉาย · 22 มี.ค. 2550
ด้วยความตั้งใจและความปราถนาดีของภาคีจิตอาสา มูลนิธิพระครูพุทธมนต์โชติคุณ ร่วมส่งกำลังเสริมในการเรียนรู้
และหลายท่าน ร่วมให้กำลังใจ
ในนามมลาบรีขอเรียนรู้...ครับ