สิ่งที่เป็นปัญหาประการสำคัญในการวิจัยและพัฒนาที่ผมพบบ่อยมากในวงวิชาการก็คือ การเสนอโครงร่างในการทำงาน ที่มักอ้างเรื่องใหญ่โต ว่ามีปัญหาด้านต่างๆมากมายที่ “ควรอนุมัติ” ให้ทำ ทั้งในเชิงเป้าหมาย แผนงานและงบประมาณ
<p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> แต่ในขั้นตอนการปฏิบัตินั้นอาจจะหมกเม็ด ทำนิดเดียว ไม่สมกับที่อ้างไว้ตอนแรก หรือเขียนเป้าหมายเสียใหญ่โต พอได้รับการอนุมัติแล้วกลับทำนิดเดียว ที่ไม่มีทางถึงเป้าหมาย แล้วก็ใช้ข้ออ้างเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ทำอะไรมากนัก และเมื่อเสร็จงานต่างๆแล้ว ก็จะไม่เกิดผลอะไร อีกเช่นกัน</p> ทางผู้ให้ทุนที่มีเวลาพิจารณาสั้นๆก็จะอนุมัติตามประโยคที่เขียนไว้ตอนแรกๆ ที่กลายเป็นแบบเข้าทางปืน “เขียนแค่นี้ก็ได้รับอนุมัติแล้ว” แล้วก็เป็นงานขึ้นหิ้ง “ไว้ขอตำแหน่ง” หรืออ้างเป็น “ผลงาน” โดยแทบไม่มีผลสัมฤทธิ์อะไรมากนัก เรียกว่าไม่คุ้มค่านั่นแหละครับ <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">จุดกำเนิดของปัญหานี้มาจากที่</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">1. ทุกฝ่ายดูเหมือนจะมีงานมาก มีเวลาน้อย โดยเฉพาะ “ผู้เชี่ยวชาญ” ที่เป็นผู้พิจารณา มักมีเวลาน้อย ดูเฉพาะคำนำบางประโยคก็เห็นชอบ หรือ</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">2. ผู้พิจารณาก็เป็นน้ำบ่อเดียวกัน ย่อมไม่ผิดสีผิดกลิ่นกับการเขียนแบบนี้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">3. การขาดการมองภาพเชิงระบบ หรือวิเคราะห์เชิงระบบ ให้เห็นข้อดีข้อด้อยของแต่ละเรื่อง และทางเลือก ทางออกที่มีอยู่ และที่ควรจะเป็น</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">4. การพิจารณาโครงการแบบลูบหน้าปะจมูก หรือ “ผลัดกันเกาหลัง” ที่สังคมทั่วไปไม่มีทางรับรู้</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">5. การขาดกรอบความคิด และความรู้ที่พอเพียงในการทำงาน</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 36pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 36.0pt" class="MsoNormal">6. ระบบสังคมวิชาการอยู่แบบตัวใครตัวมัน ไม่มีใครอยากมีปัญหากับใคร ก็เลยปล่อยให้ผ่านๆไป</p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">แนวทางในการแก้ไขเรื่องนี้ ก็คงต้องไปเริ่มต้นที่การจัดการความรู้แบบธรรมชาติ และบูรณาการ เข้าใจทรัพยากร สังคม และระบบต่างๆ ก่อนที่จะมามองวิชาการลึกๆ </p> <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">ไม่งั้นเราก็จะหลงทางวนไปวนมากันอยู่อย่างนี้ และสูญเสียทรัพยากรของสังคมไปโดยเปล่าประโยชน์ และสังคมไทยก็ยังไม่ยอมรับบทบาทของผู้ตรวจสอบจากภายนอก (watchdog) ที่แปลได้เพราะที่สุดว่า “ยามเฝ้าแผ่นดิน” โดยมองว่าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่น แบบ “หมูเขาจะหาม เอาคานเข้าไปสอด” ทั้งๆที่ผู้ทำหน้าที่เป็น watchdog นั้น เป็นผู้เสียสละ มีแต่เสียกับเสีย ก็ยังไม่ค่อยมีใครเข้าใจ จึงทำให้ไม่ค่อยมีกล้าเข้ามาทำหน้าที่นี้ จนทำให้เกิดปัญหาในระดับ “จรรยาบรรณ” ขึ้นมากมาย </p> เราลองกลับมาทบทวนหาวิธีการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้กันสักหน่อยดีไหมครับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งงานวิจัย พัฒนา และการจัดการความรู้ เพื่อ “พัฒนาชาติไทย” ครับ
ผลประโยชน์ก้ตกที่ประชาชนอยู่ีดีไม่ว่าโครงการนั้นจะ
คุ้มค่าหรือเปล่า แต่ถ้าอยากให้คุมค่า ที่สุด ต้องมีการติดตาม ประเมินผล เพื่อให้เห็นถึงประสิทธิิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จริง
ควรมีการศึกษาพื้นที่อย่างแท้จริง ซึ่งหลาย ๆ โครงการกว่า จะออกมาได้ ก้ได้ผ่านการคิดวิเคราะห์ รวมทั้งสังเคราะห์ มาอย่างดีโดยนำหลักวิชาการ
บูรณาการเข้ากับชีวิตจริง
ทำนิดเดียว แต่ขอเงินเยอะก็ประเด็นนึง
มีที่ไม่ทำ(หน้าที่) แต่(อ้างสิทธิ์) ผศ. รศ. และศ.
สังคมควรทำอย่างไร?
กติกาที่กำหนดขึ้นบางทีก็ทำลายคนดี ส่งเสริมคนเอาเปรียบสังคมนั้น มีมากเหลือเกิน โดยเฉพาะนักวิ่งไต่เส้นนั้น ก้าวหน้าเร็วกว่าคนที่ทุ่มเททำงาน สาเหตุก็มาจาก "เกณฑ์" ที่ไม่เหมาะสมครับ