สำหรับผมแล้ว การเขียนหนังสือเป็น เป็นตัวชี้วัดสำคัญอันหนึ่งของความสำเร็จของการศึกษาเลยทีเดียว เพราะการ "เขียนเป็น" หมายถึงการ "คิดเป็น"

ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วกับสองเดือนแรกของปีนี้ ผมเดินทางเกือบทุกวัน ทั้งเหนือใต้ออกตก เพื่อพบปะกับมหาวิทยาลัยในท้องถิ่นและกับศูนย์เรียนรู้มหาวิทยาลัยชีวิต ทั้งที่กำลังจะเกิดและที่กำลังดำเนินการอยู่แล้ว มีคำพูดหนึ่งที่อาจารย์ประจำศูนย์เรียนรู้หลายๆ ศูนย์พูดกับผม คือ "นักศึกษาเราเขียนไม่ได้ แต่พูดได้" บางแห่งก็เล่าว่านักศึกษาทำข้อสอบอัตนัยไม่ได้เพราะเขียนไม่ได้ มีคนหนึ่งไม่ตอบอะไรเลย ใช้วิธีเขียนลอกโจทย์ลงมาใหม่เป็นข้อๆ เพียงเพื่อให้เห็นว่าได้เขียนอะไรบ้างแล้ว อาจารย์ประจำศูนย์ท่านนั้นถามผมว่าควรจะให้คะแนนอย่างไร ผมตอบโดยไม่ลังเลเลยว่า ถ้าเป็นผมๆ ก็จะให้ 0 คะแนน เพราะเขาไม่ได้ตอบคำถาม

อาจารย์บางท่านก็บอกว่านักศึกษาในศูนย์เรียนรู้ของท่านส่วนใหญ่จบ ม.ปลาย การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) ผมก็บอกว่าพูดแบบนั้นก็เท่ากับไปกล่าวหา กศน.ว่า ม.ปลายเขาไม่มีมาตรฐาน แม้หลักสูตรกศน. ซึ่งเป็นหลักสูตรการศึกษานอกระบบสำหรับนักศึกษาผู้ใหญ่ จะไม่เข้มข้นทางวิชาการ เรียนกันเอาเป็นเอาตาย  (ภาษาไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน ญี่ปุ่น คณิตศาสตร์ ฟิลิกส์ เคมี ชีวะ) อย่างโรงเรียน ม.ปลายในระบบ แต่เขาก็มีมาตรฐานตามระบบการศึกษานอกโรงเรียน และยังไงๆ ผู้จบ ม.ปลายก็ต้องทำได้มากกว่า "อ่านออกเขียนได้" ซึ่งเป็นมาตรฐานของชั้นประถม ชั้นมัธยมต้อง "เขียนเป็น" ด้วย

ยิ่งถ้าอาจารย์จะบอกว่า เมื่อคนที่เข้ามาเรียนแล้วเขียนไม่เป็น แล้วอาจารย์ไม่ช่วยให้เขาเขียนเป็นแล้วอาจารย์จะยอมให้เขาจบระดับอุดมศึกษาไปโดยเขียนไม่เป็นต่อไปอีกหรือ ยิ่งข้อสอบอัตนัยของวิชาต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ถามวัด "ความรู้ความจำ" เพราะเราไม่สอนให้ท่องจำข้อมูลความรู้ไม่ว่าจากตำราหรือผู้สอน แต่เป็นการถามความคิดความเห็น โดยเฉพาะความคิดความเห็นและความรู้ของนักศึกษาเองที่เกิดจากการปฏิบัติกิจกรรม งานเดี่ยว งานกลุ่ม

ในวิชาที่ผมรับผิดชอบ สอบปลายภาคผมมักจะถามแบบซื่อๆตรงๆ ง่ายๆ ว่า งานกลุ่มของท่านทำเรื่องอะไร ได้ผลเป็นอย่างไร ท่านคิดอย่างไรกับผลนั้น ตัวเองจะใช้ประโยชน์จากความรู้ที่ได้อย่างไร ถ้านักศึกษาท่านนั้นได้ทำมาจริงก็ย่อมต้องเขียนตอบลงไปได้แน่นอน (แต่ก็มีคนตอบไม่ได้เช่นกันเพราะไม่ได้ร่วมทำงานกลุ่ม อาศัยเกาะกลุ่มได้คะแนนชิ้นงานกลุ่มไปกับเพื่อน)

สำหรับผมแล้ว การเขียนหนังสือเป็น เป็นตัวชี้วัดสำคัญอันหนึ่งของความสำเร็จของการศึกษาเลยทีเดียว เพราะการ "เขียนเป็น" หมายถึงการ "คิดเป็น" (อ้างจาก เสรี พงศ์พิศ, ๓ หลักใหญ่ของมหาวิทยาลัยชีวิต http://www.phongphit.com/index.php?option=com_content&task=view&id=309&Itemid=2) ซึ่งก็คือสามารถคิดเป็นระบบ คิดเป็นนามธรรมธรรมได้ วิเคราะห์(แยกแยะ)ได้ และสังเคราะห์(เชื่อมโยง-รวม-สร้างความรู้ใหม่)ได้

สำหรับนักศึกษาคนใดที่ยังปักใจเชื่อว่าจะสามารถเรียนจบหลักสูตรนี้โดยไม่ต้องเขียนเป็น ท่านต้องคิดใหม่ว่าท่านมีความพร้อมจะเป็นบัณฑิตจริงหรือเปล่า

อาจารย์เสรี พงศ์พิศ เล่าให้ฟังว่าท่านขอให้พี่น้องทุกคนช่วยกันเขียนความทรงจำที่มีต่อพ่อที่ล่วงลับ เพื่อแจกในงานทำบุญร้อยวัน พี่น้องท่านบางคนบอกว่าเขียนไม่ได้เพราะไม่เคยเขียน อาจารย์เสรีถามว่าพูดเล่าเหตุการณ์บางเหตุการณ์ที่ยังจำได้เมื่อครั้งพ่อมีชีวิตอยู่ได้หรือเปล่า ทุกคนบอกว่าได้ อ.เสรีก็บอกว่าก็เขียนลงไปอย่างที่จะพูดนั่นแหละ ปรากฏว่าทุกคนเขียนได้ และหลายคนก็เขียนได้ดีเสียด้วย

อาจารย์ประจำศูนย์บางท่านถามผมว่า นักศึกษาที่เขียนไม่ได้ ไม่ได้ตอบข้อสอบ สอบตกจะทำอย่างไร ผมก็ตอบว่าตกก็คือตก ถ้ามหาวิทยาลัยใดมีระบบการสอบซ่อมก็ต้องเข้าสู่ระบบการสอบซ่อม แต่หากไม่มีก็อาจต้องจบหลังคนอื่นในรุ่นเดียวกันเพราะต้องเรียนวิชาที่ตกใหม่

ผมเคยได้รับโทรศัพท์จากศูนย์เรียนรู้แห่งหนึ่งเมื่อปีที่แล้วว่า มีนักศึกษาบางคนส่งงานทีกำหนดไม่ครบทุกชิ้น(งานเดี่ยว) จะให้คะแนนในชิ้นนั้นไปเลยได้ไหม ผมตอบไปว่า ถ้าเป็นผม ผมจะไม่ให้คะแนนงานชิ้นนั้นเลย จนกว่าจะส่งหรือสามารถนำหลักฐานมาแสดงได้ว่าส่งแล้ว ผมถามอาจารย์ท่านนั้นกลับไปว่า อาจารย์ทำใจได้ไหมเวลานักศึกษาไปคุยกันในหมู่พวกเขาว่า "ขนาดเราไม่ส่งงาน อาจารย์ยังให้คะแนน" ถ้าอาจารย์ทำใจไม่ได้ อาจารย์ก็ต้อง "กล้า" ที่จะให้ 0 คะแนนสำหรับงานชิ้นนั้น ผมคิดว่า "ความเมตตา" นั้นต้องมี แต่ "กติกา" ก็ต้องมีเช่นกัน