จากจุดเริ่มของการเล่าเรื่อง นำสู่การจัดการความรู้ การเล่าเรื่องเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการความรู้ ที่จะให้ผู้ฟังได้ตั้งใจฟัง จับประเด็นความคิด แล้วสร้างแบบจำลองความคิดของตนเองขึ้นมา (Mental Models) ทำความชัดเจนต่อสมมุติฐานที่ตนเองวางไว้ และมุ่งมั่นไปหาความรู้เพิ่มเติม มองเห็นว่าสามารถนำความคิดไปประยุกต์ใช้หรือดัดแปลงให้เกิดขึ้นได้จริง ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ และเหมาะสมกับบริบทขององค์กรที่ตนอยู่ หลังจากนั้นจัดความคิด / แนวความคิด / แบบจำลองความคิด ให้เป็นระบบ ( Systems thinking ) มีเป้าหมาย เราต้องการทำอะไรให้ชัดเจน ทำไปเพื่ออะไร ทำไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้จริงตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้ มากน้อยเพียงไร ด้วยทรัพยากรมากน้อยแค่ไหน และมีอยู่ในองค์กรแล้วหรือยัง ต้องการอะไรที่มาสนับสนุนหรือการเชื่อมโยงกับงานใด เพื่อให้มันเกิดขึ้นได้ตจริง สามารถวัดได้อย่างไรว่า มันเกิดขึ้นแล้ว มี% ของการบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงไร และเหมาะกับบริบทขององค์กร ตรงกับภารกิจ / วิสัยทัศน์ขององค์กรหรือไม่ เมื่อได้คำตอบไว้อย่างเป็นระบบ แล้วนำความคิดนั้นไปขาย ( Shared Vision )ให้กับผู้นำและคนภายในองค์กร เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากความคิดที่มีอยู่ ให้เกิดความสมบูรณ์มากขึ้น เห็นด้วยในความคิดร่วมกัน แล้วร่วมกันเป่าประกาศ สร้างกระแสให้คนภายในองค์กรทุกระดับเข้ามามีส่วนร่วม ( Team Learning )ให้มากที่สุด ( มีจิตอาสา ) นำผู้ที่มีจิตอาสามาทำความเข้าใจ ในเป้าหมายและวัตถุประสงค์ และร่วมกันศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ร่วมกันหากิจกรรม ตัวชี้วัดของการกระทำ และผู้รับผิดชอบในกิจกรรมนั้น ๆ ระยะเวลาที่จะลงมือทำ งบประมาณที่ต้องใช้ นำกิจกรรมนั้น ๆ มาจัดลำดับให้เหมาะสม โดยมองจาก งาน คน และองค์กร เช่น กิจกรรมงานนี้ต้องพัฒนาคนให้มีทักษะในการจะทำงานนั้น ๆ ก่อน จัดงานให้เหมาะกับคน เมื่อคนมีทักษะแล้ว นำสู่กระบวนงานอย่างมีขั้นมีตอน เป็นต้น นำกิจกรรมที่จัดเรียงแล้วมาจัดทำเป็นแผนปฏิบัติงาน ด้วยการนำ ITเข้ามาช่วยในการจัดเก็บ และสื่อให้ทุกคนทราบ แล้วร่วมลงมือปฏิบัติตามแผน ขณะปฏิบัติมีการนัดหมายพูดคุยกัน เล่าสู่กันฟังเป็นระยะ ๆ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน และจับประเด็นความคิด เพื่อนำมาปรับปรุงงานให้ดีขึ้น เห็นโอกาสแห่งความสำเร็จตามเป้าหมายได้เร็วขึ้น ด้วยวิธีการดึงความรู้ที่ฝังลึกของแต่ละคนออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานและคุณภาพงานให้มากที่สุด ทุกขณะที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ต้องมีการจดบันทึกสิ่งที่ทำไปแล้ว เปรียบเทียบกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ ใช้ IT มาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วน มีการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นระยะ ๆ เพื่อดูแนวโน้มการปรับเปลี่ยนในการทำงานและการขับเคลื่อนงาน ร่วมกันสร้างพลังขับเคลื่อนซึ่งกันและกัน ( Personal mastery ) ให้บรรลุตามเป้าหมาย หากมีอุปสรรคเกิดขึ้น สามารถปรับแนวคิดพลิกอุปสรรคให้เกิดเป็นโอกาสได้ทัน โดยจัดแผนสำรองรองรับ และสามารถทำให้เกิดการยืดหยุ่น เชื่อมโยง เอื้อให้แก่กันและกันได้ นำผลการวิเคราะห์มาสังเคราะห์ และประมวลให้เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เหมาะสมกับองค์กร มีการพิสูจน์สมมุติฐานที่ตั้งไว้ แล้วว่า บรรลุตามเป้าหมาย วัตถุประสงค์และภารกิจ วิสัยทัศน์ขององค์กร นำองค์ความรู้ใหม่นั้นเผยแพร่ให้คนในองค์กรได้เรียนรู้ร่วมกันอีกครั้ง ด้วยวิธีการเล่าเรื่อง / การติดบอดร์ / Netword หรือ Intranet เพื่อปลุกกระแสให้คนกล้าเข้ามาเรียนรู้ และยอมนำความรู้ที่ตนมีอยู่ ออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อื่น สามารถปรับเปลี่ยนวิธีคิดของตนใหม่ มาเป็นบุคคลเรียนรู้ รู้จักวิธีการเรียนรู้ และสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ดั่ง หลักสำคัญ 5 ประการของการเป็นบุคคลเรียนรู้ ( Peter Senqe ) ที่ดิฉันพยายามทำความเข้าใจที่ได้อ่านจากการลงบทความในหนังสือคลีนิกแพทย์ ที่อจ. วิจารณ์ พานิชได้เขียนไว้ในองค์กรแห่งการเรียนรู้ ปี2546 คือ1. Mental Models แบจำลองความคิด2. Systems thinking การคิดเชิงระบบ3. Building Shared Vision สร้างวิสัยทัศน์ร่วม4. Team Learning เรียนเป็นทีม <p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">5. Personal Mastery ความเชี่ยวชาญในการสร้างพลังแห่งตน</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt 54pt; text-indent: -18pt; tab-stops: list 54.0pt" class="MsoNormal">สิ่งเหล่านี้ คือการฝึกตนเองให้มีวินัยแห่งการเรียนรู้</p>นอกจากเผยแพร่ในองค์กรแล้ว นำองค์ความรู้นั้นออกสู่นอกองค์กร เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้เกิดเป็นเกลียวความรู้เพิ่มเติม ทำให้ความรู้นั้นไม่สูญหายไปไหน มีการต่อยอดความคิดจากรุ่นสู่รุ่นไปเรื่อย ๆ ดั่งคำที่เค้าว่า “ การจะจัดการความรู้ได้ ต้องรู้ที่จะจัดการ ” “ มีความคิด แต่ไม่นำลงสู่การปฏิบัติ ก็เหมือนไม่ได้คิด ” “ รู้จักวิธีการเรียนรู้ สามารถทำให้เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ” “ ศึกษา / เรียนรู้ ธรรมชาติของคน งาน และองค์กร เพื่อรู้บริบทของตนเอง ” “ จะเรียนรู้จากผู้อื่น ต้องมีใจแบ่งปัน เป็นผู้รู้จักให้เสียก่อน ” “ ยิ่งให้ยิ่งได้รับ ” “ รู้ที่จะปรับให้เหมาะกับตนเอง” “ คนเราจะเข้าใจกันมากขึ้น ต้องตั้งใจฟังกันให้ดี ๆ รู้จักถามอย่างสร้างสรรค์ และเข้าเชื่อมสัมพันธ์อย่างจริงใจ ” “ คนเรามีปัญหาเกิดขึ้น เนื่องจากการฟัง และการสื่อไม่ตรงกัน ”
จากจุดเริ่มของการเล่าเรื่องนำสู่การจัดการความรู้
ฝึกตนเองให้มีวินัยแห่งการเรียนรู้
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
ปาริชาต · 13 มี.ค. 2550
นาย ปิยะพงค์ เพชรเงิน · 13 มี.ค. 2550
ทา ยุ · 13 มี.ค. 2550
ชอบทำหน้าเป็นหมาสงสัย · 13 มี.ค. 2550
ค่ะ "เริ่มต้นฝึกวินัย ร่วมกันใส่ใจเรียนรู้" กันดีกว่านะคะ
ขอขอบคุณ คุณหมอนนท์มากค่ะ
ที่เขียนตอบมาให้กำลังใจ ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไง บ้านเมืองยะลาเงียบเหงา เลยทำให้ตนภายในองค์กร พลอยเงียบเหงาไปด้วย ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จนท.ทำงานเสร็จก็รีบ ๆ กลับบ้านกัน เพราะเค้าให้ระวังกันแทบทุกวัน จึงไม่ค่อยมีใครสนุกกับการทำงานเท่าไรนัก เลยทำให้ทุกอย่างดูเงียบ ๆ ไป บอกไม่ถูกเหมือนกัน ไว้มีโอกาสจะเขียนมาใหม่น่ะค่ะ ขอบคุณค่ะ