ความหมาย คือ บางสิ่งบางอย่างที่เรารู้ว่า สิ่งนั้นคือสิ่งนั้น โดยมี นิมิต (signs) เป็นเครื่องหมายเปิดเผยให้รู้ความหมายของสิ่งนั้นๆ ความเหมือนกันและความแตกต่างกันของสิ่งนั้นๆ เกิดจากพุทธิปัญญาของมนุษย์ และพุทธิปัญญาของมนุษย์ยังแยกแยะให้สิ่งหนึ่งมีความเหมือนกันหรือแตกต่างจากอีกสิ่งหนึ่งมากน้อยเพียงไร การให้ความหมายก็คือการสร้างกรอบความหมายของสิ่งนั้น เพื่อให้สิ่งนั้นมีความหมายอยู่ภายในขอบเขตที่วางไว้  

 การให้เหตุผล คือ การค้นหาความจริงบางอย่างจากสิ่งที่เรารู้แล้วไปยังสิ่งที่ยังไม่รู้ การให้เหตุผลนี้มีสองนัย คือ การเริ่มต้นจากความหมายของสิ่งทั่วไปที่รู้แล้วไปยังบางสิ่งยังไม่รู้ (นิรนัย) และการเริ่มต้นจากความหมายของสิ่งเฉพาะหลายๆ อย่างที่รู้แล้วเพื่อสรุปเป็นความหมายทั่วไปของบางสิ่งที่ยังไม่รู้ (อุปนัย) ทั้งนิรนัยและอุปนัยนี้ เรียกว่า การให้เหตุผลตามรูปแบบ

   การให้เหตุผลตามเนื้อหา ถ้าเป็นสิ่งจำเป็นหรือแน่นอนตายตัวเรียกว่า การสาธก (demonstration) ถ้าเป็นเพียงความเป็นไปได้เรียกว่า วิภาษวิธี (dialectics) ถ้าเป็นการพูดจูงใจให้เชื่อถือเรียกว่าวาทศิลป์ (rhetorical) และถ้าอยู่ในรูปวรรณกรรมก็เป็น แบบกวี (poetic)  การให้เหตุผลหลอกล่อ เป็นวิธีการเพื่อให้หลงเชื่อว่าเป็นจริงหรือเป็นไปตามนั้น โดยมีข้อบกพร่องของการให้เหตุผลเรียกว่า ปฤจฉวาที หรือ ทุตรรกบท (fallacy) ซึ่งมีหลายนัย บางครั้งก็ขึ้นอยู่กับภาษา บางครั้งก็ไม่ขึ้นอยู่กับภาษา และบางครั้งก็มีการทิ้งเหตุผลโดยอ้างสิ่งบางอย่างมาแทน เช่น อ้างผู้มีอำนาจหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือบางครั้งก็ขอความเห็นใจแทนการใช้เหตุผล เป็นต้น