วันนี้ผมได้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติที่สัญจรมาจัดที่นครศรีธรรมราชโดยบังเอิญ เข้าใจว่าเป็นการมาเรียนรู้ตัวแบบของนครศรีธรรมราช ทั้งที่ไม้เรียงและกลไกระดับจังหวัดที่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำลังขับเคลื่อนงานบูรณาการหน่วยงานจัดการความรู้เพื่อความเข้มแข็งของชุมชน

นอกจากนี้ยังเป็นการเติมข้อมูลนโยบายด้านการพัฒนาสังคมท้องถิ่นของรัฐบาลโดยรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดร.เอนก เพิ่มวงศ์เสนีย์อีกด้วย (นอกจากวาระการประชุมตามปกติของคณะกรรมการ)

ผมได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากสไลด์นำเสนอแนวคิด ทิศทางและวิธีการขับเคลื่อนนโยบายด้านศก.พอเพียงของรองเลขาธิการนายกฯ และเมื่อนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลที่มีอยู่เดิมทำให้ผมมีภาพร่างแนวทางการพัฒนาในปี2550ดังนี้

จะมีโครงการพัฒนาจากกรมเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐไปตามโครงสร้างหน้าที่ของหน่วยงานจังหวัด/อำเภอในกระทรวงต่างๆ

ที่พอทราบคือ

1)ศก.พอเพียงผ่านมท.ดูแลโดยกรมการพัฒนาชุมชนเป้าหมาย8,367หมู่บ้าน    ทั่วประเทศ ที่นครศรีธรรมราชจำนวน276หมู่บ้าน งบเรียนรู้1,000บาท งบอุดหนุนโครงการพัฒนา10,000บาท

2)งบซีอีโอเดิมจำนวน5,000ล้านบาทใช้ชื่อใหม่"จังหวัดอยู่ดีมีสุข" กระจายตามเกณฑ์ 60%เท่ากัน ที่เหลือใช้3ตัวแปรในการแบ่งคือจำนวนประชากร จปฐ. และรายได้ นครศรีธรรมราช ได้มา96ล้านบาท กลไกจัดการอยู่ที่อำเภอโดยคณะกรรมการ มี5แผนงานหรือ5เมนู

3)งบSMLจำนวน5,000ล้านบาทชื่อใหม่คือคพพ. กลไกไม่ต่างจากเดิมเท่าไรนักคือ อำเภอเป็นหน่วยกลั่นกรอง ที่ต่างคือลักษณะโครงการที่มียี่ห้อศก.พอเพียงแปะไว้ด้วย

ผมเข้าใจว่าคล้ายคลึงกับตัวอย่างในข้อ1) จะมีโครงการที่ต่างๆกันออกไปของแต่ละหน่วยงานผ่านมาทางสำนักงานเกษตร สธ. และหน่วยงานอื่นๆ อีกเพียบ

เมื่อนับรวมแล้วคิดว่ามีงบลงมาที่นครศรีธรรมราชมากกว่าตำบลละ1ล้านบาท ซึ่งไม่ต่างกับปีที่แล้วๆมา

ต้องเข้าใจว่านวัตกรรมงบจังหวัดและต่อถึงหมู่บ้านโดยตรงมาจากรัฐบาลไทยรักไทยโดยโยกมาจากงบโครงสร้างหน้าที่ซึ่งรวมศูนย์ที่กรม

ไทยรักไทยทุ่มงบกองทุนหมู่บ้านๆละ1ล้านบาท งบตำบลๆละ1ล้านบาท งบSMLตำบลละมากกว่า1ล้านบาท(หมู่บ้านละ2-3แสนบาท) เป็นการกระจายอำนาจที่ยังมีปัญหาเช่นเดียวกับการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น แต่ผมคิดว่าเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ลัดสั้นที่สุดหาก

1)มีทีมสนับสนุนจากส่วนราชการทำหน้าที่ปชส. และสร้างการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ

2)ทำให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลอย่างกว้างขวางและทั่วถึง

ผมเห็นว่าการจัดขบวนของนครศรีธรรมราชซึ่งมีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เข้มแข็งได้สร้างการเปลี่ยนแปลงสำคัญยิ่งในเชิงกลไกการเชื่อมโยงภาคีหน่วยงานและชุมชน ซึ่งในปี2550นี้เราจะต้องเพิ่มความเข้มข้นโดยใช้นโยบายอยู่ดีมีสุขและศก.พอเพียงมาช่วยขับเคลื่อนงานให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น

วันที่6มีนาคมนี้ ผมอยากให้แต่ละหน่วยงานช่วยกันขึ้นกระดานแผนงานโครงการที่ได้รับมอบหมายจากกรม กลไกที่ใช้ในการดำเนินงาน และวิธีการในการดำเนินงาน จากนั้นจัดแบ่งพื้นที่แข่งขันกันทำงานตามบทบาทหน้าที่ที่ท่านผู้ว่าให้แนวทางไว้คือ คะตะไลส์ วิทยากรกระบวนการและnetworkerโดยสนับสนุนให้ชุมชนเป็นแกนกลางของการพัฒนา

จะพูดว่าเป็นการจัดขบวนใหม่ทั้งระบบโดยให้แม่ทัพเชิงประเด็นคือกศน. พช. เกษตร ปกครอง และสาธารณสุข ทำงานร่วมกับแม่ทัพพื้นที่คือนายอำเภอก็ได้

พัฒนาการจังหวัด กศน.จังหวัด เกษตรจังหวัดและที่เหลือจะได้แสดงศักยภาพร่วมกับนายอำเภอในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบ ซึ่งต้องทำงานประสานกัน    เช่นเดียวกับที่สกว.ให้ผอ.ฝ่ายต่างๆลงมารับผิดชอบพื้นที่โดยใช้ฐานงานของตนเองเชื่อมโยงกับฐานงานของเพื่อนเพื่อขับเคลื่อนงานให้บรรลุเป้าหมาย

แต่ละหน่วยงานจะเป็นทั้งหัวหน้าและผู้ร่วมทีมร่วมกันทำงานเพื่อความสำเร็จร่วมกัน โดยมีที่ทางให้ภาคีต่างๆเข้ามาร่วมมือ

โมเดลนครศรีธรรมราชคือการทำงานเป็นทีมของส่วนราชการด้วยบทบาท3ประการคือคะตะไลส์ วิทยากรกระบวนการ และการเชื่อมเครือข่ายทุกภาคส่วนโดยมีชุมชนเป็นเจ้าของเรื่อง