ถ้าจะแบ่งกลุ่มนักศึกษาออกเป็นกลุ่มๆ

โดยอาศัยความรู้จริงเป็นเกณฑ์  ข้าพเจ้าแบ่งเป็น  3  ประเภท

ประเภทหนึ่งรู้แบบจำ  รู้ไม่จริงแต่จำเอามาพูด จำเอามาเขียน

ประเภทที่สองรู้แบบเข้าใจ  สัมผัสกับของจริง สืบรู้จนพบความจริงแล้ว...อ๋อ  เป็นอย่างนี้เอง  เล่าได้ คุยได้ อธิบายได้เป็นลำดับขั้นตอนบางทีรู้มากกว่าครู  ถ้าครูรู้แบบจำมาสอน

ประเภทที่สาม  รู้แบบรู้เอง  คือรู้แบบที่ไม่ต้องตามไปศึกษาในสิ่งที่คนอื่นพูด  คนอื่นเขียนเอาไว้  แต่รู้เพราะรู้เกิดขึ้นด้วยตนเอง  ค้นพบความรู้ใหม่  สร้างองค์ความรู้ใหม่ ทฤษฎีใหม่

ข้าพเจ้าพบความจริงจากประสบการณ์การสอนวิชาแหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น

หลังจากที่ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญ ความหมาย ขอบเขตและประเภทของแหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นแล้ว  นักศึกษาได้เรียนรู้ว่าความรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร  ตั้งแต่เรื่องมหัศจรรย์ของสมองไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้ การถ่ายทอดความรู้ บทบาทของภูมิปัญญาท้องถิ่นการใช้แหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น  จบแล้ว

ข้าพเจ้มอบหมายให้นักศึกษา  ไปสืบค้นเรื่องราวของแหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตน  โดยมีเกณฑ์หรือข้อตกลงว่า

เรื่องที่ศึกษาต้องเป็นความรู้ในลักษณะซ่อนเร้น (Tacit Knowledge)ที่ยังไม่เปิดเผยอย่างชัดแจ้ง  โดยการไปยังแหล่งการเรียนรู้ โดยการเข้าถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปศึกษา ไปสังเกต สอบถาม สัมภาษณ์จนได้ข้อมูล สารสนเทศมาสรุปเป็นความรู้ องค์ความรู้ของตนเอง ให้บันทึกภาพจากสถานการณ์จริง และนำมาเขียนเป็นรูปเล่มรายงาน  และจัดทำ Power point นำเสนอให้เพื่อนๆร่วมเรียนรรู้และร่วมประเมิน

นักศึกษากลุ่มหนึ่ง  ก็ไปจดจำนำสิ่งที่เขาบอกเล่า มาอ่านให้เพื่อนฟัง อ่านจริงๆ  แค่หลงบรรทัดเท่านั้น  พูดอะไรต่อไปไม่ได้ ตามด้วยอ่านออกเสียงไม่ถูกต้อง อ่านตู่คำ แยกคำแยกความ เป็นของแถม

ความรู้ในลักษณะนี้ทำให้คิดถึงการเรียนการสอนของเราขณะนี้ที่ผู้สอนรู้ไม่จริง  ก็จะจดจำความรู้มาถ่ายทอดตามตัวหนังสือ บางท่านก็ยังอ่านหนังสือให้นักเรียนหรือนักศึกษาฟัง

นักศึกษากลุ่มที่สอง  เอาจริงในเรื่องที่เลือกศึกษา ลงทุนไปสืบค้นยังแหล่งปฐมภูมิ ไปเรียนรู้ไปฝึกปฏิบัติ จนเข้าใจและทำได้ นำมาสรุปเขียนรายงานและนำเสนอผลงาน  ด้วยความมั่นใจในความรู้ที่ได้รับลักษณะนี้เอง  ที่เราเรียกร้องให้สอนโดยเน้นนักเรียนเป็นสำคัญแต่ครูบางท่านก็ไม่เข้าใจ

นักศึกษากลุ่มที่สามที่เราหวังว่าน่าจะ  รู้ในเรื่องใหม่ด้วยตัวเขาเอง เช่นค้นพบวิธีแก้อาการนอนกรนด้วยตัวเขาเอง(สมมติ) โดยไม่มีใครสอน ไม่มีใครแนะนำไม่ได้อ่านตำราใดๆ  แต่ค้นพบได้ด้วยตนเอง เป็นต้น

พบว่า กลุ่มที่หนึ่งมีมากที่สุด  มากจนตกใจ เรียนอะไรก็ไม่เรียนรู้จริง วิชาที่ถนัดมากคือ  วิชามารทั้งหลาย  การคัดลอกงานของเพื่อน ใช้วานคนอื่นทำแบบฝึกหัดให้ ทำรายงานให้  แล้วหวังจะได้คะแนนมากๆ

นึกอยู่เหมือนกัน    ถ้าจบออกไปเป็นครูก็น่าจะสอนตามตำรา 

ถ้าไปเป็นผู้บริหารก็จะใช้วิธีให้คนอื่นทำงานให้  ไม่กล้าเข้าใกล้งานวิชาการ

จึงได้คำตอบด้วยตนเองแล้ววันนี้   ถ้าจะสอนให้รู้จริงคงปฏิรูปการศึกษากันทุกระดับ  มิใช่เคี่ยวเข็ญเอากับการศึกษาภาคบังคับ หรือการศึกษาขั้นพื้นฐาน  แต่...อุดมศึกษายังไม่เอาจริง ในการสร้างครูพันธุ์ใหม่  คงต้องอาจจะร้องเพลงรอแบบแผ่นเสียงตกร่องตลอดกาล