จากที่ได้ไปร่วมประชุมเรื่องหมู ๆ ที่ไม่หมู ในวันที่ 16  กุมภาพันธ์ 2550  ณ ศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครราชสีมาร่วมกับครูบาสุทธินันท์ ดร.วนิดา   กำเนิดเพชร์  และอ.วิศาล   แล้ว

       ทำให้ได้คำถามร่วมกันว่า

      ปศุสัตว์จะแก้ปัญหาความยากจนของชาวบ้านได้จริงหรือ

      เลี้ยงโคให้รอดได้อย่างไร

      ดร. วนิดา ฟันธงว่า การแก้ปัญหาความยากจนในเรื่องของปศุสัตว์ต้องแก้ที่พันธุกรรมให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน

      นั่นคือ  จะใช้พันธุกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร

      ซึ่งพันธุกรรมที่เหมาะสมในพื้นที่นั้นมีอยู่แล้ว เพียงแต่ชาวบ้านไม่เห็นคุณค่า  อาจเพราะได้รับการส่งเสริมอย่างผิด หรือมีมุมมองผิด ๆ  เช่น เรื่องการเลี้ยงวัวงามทั้งหลาย

      พันธุกรรมที่ว่าเหมาะสมก็คือ พันธุกรรมเดิมของไทย เช่น พันธุ์โคพื้นเมือง ที่มีคู่กับสังคมไทยมานาน  ซึ่งพันธุกรรมโคพื้นเมืองนี้ได้พัฒนามาจนเหมาะสมกับลักษณะภูมิสังคมไทยเรียบร้อยแล้ว

       เนื่องจากในช่วงนี้ราคาโคตกลงไปเยอะมาก  ชาวบ้านที่เลี้ยงโคงามและโคลูกผสมต่งก็ขาดทุนไปตามๆ กัน เนื่องจากซื้อมาแพง ค่าเลี้ยงดูสูง ให้ลูกก็ช้า ขายก็ถูก  ซึ่งนี่คือปัญหาของพันธุกรรมอีกเช่นกัน

      โคพื้นเมืองกลับไม่มีปัญหา ถึงแม้จะเป็นฤดูแล้ง อาหารขาดแคลนก็ยังอยู่ได้ ขายคล่อง ถึงแม้จะราคาจะไม่สูงมาก  เพราะสอดคล้องกับต้นทุนและวัฒนธรรมการบริโภคของชุมชน  อีกทั้งโคพื้นเมืองยังให้ลูกตามปกติปีละหนึ่งตัว

      แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเลี้ยงเฉพาะโคพื้นเมืองอย่างเดียว เพราะถ้าเกษตรกรมีความพร้อมในเรื่องทรัพยากร อาหารและสภาพแวดล้อมแล้วก็สามารถที่จะเลี้ยงโคพันธุ์อื่นที่เหมาะสมกับตัวเองได้

      ขึ้นอยู่กับว่าจะเลี้ยงอย่างไรให้รอด

      รอดทั้งโคและคนเลี้ยง

      ดร.วนิดา เน้นว่า  การเลี้ยงโคให้รอดต้องเน้นที่ประสิทธิภาพของฝูง 

      ประสิทธิภาพฝูง ก็คือ เมื่อเลี้ยงแล้ว โคให้ลูกให้ผลผลิตได้มากที่สุด ลงทุนน้อยที่สุดและขายแล้วไม่ขาดทุน  นั่นคือประสิทธิภาพฝูง

     ประสิทธิภาพฝูงที่ว่าจะต้องมาจากการจัดการฟาร์มของเกษตรกรให้เหมาะสมกับบริบทของตัวเองโดยใช้พันธุกรรมเป็นปัจจัยหลัก  บวกกับปัจจัยทางทรัพยากรทั้งในเรื่องสภาพแวดล้อมและอาหารควบคู่กันไป

     โดยใช้ KM เป็นเครื่องมือ