GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การจัดการความรู้สู่ระบบบริบาลที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์

การจัดการความรู้ เป็นการเห็นคุณค่าความรู้ในตัวคน

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานของมูลนิธิฉือจี้ในเรื่องของ Humanized health care ทำให้ได้รับแนวคิดดีๆ ในเรื่องระบบบริการทางด้านสาธารณสุขที่ทำด้วยใจ ทำด้วยจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ รวมไปถึงจิตวิญญาณของมนุษย์ที่มีต่อโลกและสิ่งแวดล้อมด้วยการช่วยกันเยียวยาโลกของคนกลุ่มใหญ่ที่มีใจอาสาช่วยเหลือกันโดยไม่มีค่าตอบแทนโดยเน้นความสุขที่ได้จากการให้บริการผู้อื่นที่เรียกกันว่า จิตอาสา ทำให้เกิดอาสาสมัครที่จะช่วยดูแลเพื่อมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากทางด้านความเป็นอยู่ด้วยภารกิจการสงเคราะห์ผู้ยากไร้ ช่วยดูแลผู้มีทุกข์จากความเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยอาสาสมัครไปช่วยงานในโรงพยาบาล ช่วยดูแลให้คนมีวุฒิภาวะทางปัญญาและอารมณ์ด้วยระบบการศึกษาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีขึ้นผ่านทางจริยศาสตร์ของมูลนิธิฉือจี้ กิจกรรมที่เด่นชัดเน้นจิตอาสา เน้นความดีงาม ลุ่มลึกทางปัญญาและจิตใจ ส่งผ่านระบบการศึกษาตั้งแต่เด็กเล็กไปจนโตได้ศึกษาทางแพทยศาสตร์เพื่อให้เป็นแพทย์ที่มองคนทั้งคน มองมนุษย์ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณเพื่อหล่อหลอมให้เป็นแพทย์ที่มีหัวใจมนุษย์ออกมารับใช้สังคม เทคนิคที่ใช้เกิดจากความเชื่อในศาสนาของมหายานที่จะต้องช่วยกันพากันไป ร่วมด้วยช่วยกันให้ทำความดีเพื่อความหลุดพ้นร่วมกันดุจดังคำว่ามหายานที่หมายถึงยานใหญ่ ที่โดยสารไปได้หลายๆคน ต่างจากหินยานที่เน้นตัวเองหลุดพ้นได้ก่อนแล้วค่อยไปสอนคนอื่น เชื่อว่าถ้าทำความดีการจะบรรลุโพธิสัตว์กวนอิมพันมือพันหน้าก็คือการที่คนมาร่วมด้วยช่วยกันเกิดเป็นพลังจิตอาสาพันมือพันคนเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่จะช่วยเหลือคนบนโลกมนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้จริงในชาตินี้ จากความเชื่อเมื่อมีผู้นำที่เป็นแบบอย่าง ปฏิบัติให้เห็นจริง พบได้ในชีวิตประจำวันอย่างเช่นสมณาจารย์เจิ้งเหยียน จึงเกิดเป็นความเชื่อมั่น แล้วกลายเป็นศรัทธา จากศรัทธาในตัวบุคคล สู่ศรัทธาในความดี เกิดเป็นความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหรือสมาธิและเกิดปัญญาผลักดันให้เกิดกระบวนการจิตอาสาขึ้น กิจกรรมหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือทุกเช้าจะมีบุคคลที่ทำความดีได้มาเล่าสิ่งที่ทำและภาคภูมิใจต่อหน้าผู้คนจำนวนมากและได้ออกโทรทัศน์ต้าอ้ายเผยแพร่ไปทั่วโลก ทำให้คนที่ทำรู้สึกว่าตนเองได้รับการยอมรับ ยกย่องทั้งจากเพื่อนร่วมงาน จากสมณาจารย์ จึงส่งผลให้เกิดแรงกระตุ้นที่จะทำความดีต่อไป ส่วนคนอื่นๆก็ร่วมชื่นชมแล้วก็เกิดความรู้สึกอยากทำตามบ้าง กิจกรรมนี้หากจับตามแนวคิดการจัดการความรู้แล้ว ถือเป็นการจัดการความรู้ที่ถูกหลักอย่างยิ่งและแนบเนียนไปกับชีวิตจริงประจำวัน การมาเล่าถึงสิ่งดีๆที่ทำก็คือการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าเรื่องเล่าเร้าพลัง  การถ่ายทอดออกอากาศ การที่มีคนยกย่องชมเชยก็ถือเป็นการเติมไฟใส่ฟืนให้ทำดีมากขึ้นตามหน้าที่ของคุณอำนวยหรือFacilitators ส่วนการค้นหาคนดีเอาเรื่องดีๆมาเล่าก็คือการใช้กิจกรรมค้นหาสิ่งดีรอบๆตัวหรือAppreciative inquiry นั่นเอง คนที่ได้ออกมาเล่าก็จะเกิดความสุขหรือสุขภาวะขึ้นจากการที่มีคนยอมรับ มีคนมาฟังเกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณขึ้นมาได้ รวมทั้งเกิดความสัมพันธ์ที่ดี เกิดหมู่เกิดทีมที่คอยช่วยเหลือกัน เกิดเป็นความรักต่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อความสัมพันธ์ดีขึ้น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็จะดีตามไปด้วย

 

จากประสบการณ์ที่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้มาระยะเวลาหนึ่ง จากที่เคยคิดว่าการจัดการความรู้ก็เป็นแค่เครื่องมือพัฒนาองค์การตัวหนึ่งเท่านั้น แต่พอได้นำมาปรับใช้แล้วกลับพบว่าเป็นเครื่องมือที่มีพลานุภาพอย่างมากในการพัฒนาคนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในหน่วยงาน

 

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ได้น้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงเข้ามาประยุกต์ใช้ กำหนดเป็นวิสัยทัศน์ไว้ว่า สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันภายใต้แนวปฏิบัติปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และได้มีการนำมาจัดทำแผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 1 ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า มุ่งสู่ระบบสุขภาพพอเพียงเพื่อสร้าง : สุขภาพดี บริการดี สังคมดี ชีวิตมีความสุขอย่างพอเพียง พร้อมทั้งมีการกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ออกมาทั้งหมด 6 ประเด็นคือสร้างเอกภาพและธรรมาภิบาลในการจัดการระบบสุขภาพ(1)  สร้างวัฒนธรรมสุขภาพและวิถีชีวิตที่มีความสุขในสังคมแห่งสุขภาวะ(2)   สร้างระบบบริการสุขภาพและการแพทย์ที่ผู้รับบริการอุ่นใจผู้ให้บริการมีความสุข(3)  สร้างระบบภูมิคุ้มกันเพื่อลดผลกระทบจากโรคและภัยคุกคามสุขภาพ(4)   สร้างทางเลือกสุขภาพที่หลากหลาย ผสมผสานภูมิปัญญาไทยและสากล(5) และสร้างระบบสุขภาพฐานความรู้ด้วยการจัดการความรู้(6) ในมุมมองของผม ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 6 จะมีความสำคัญสูงมาก ถือเป็นฐานรากสำคัญของการพัฒนาเพื่อจะช่วยขับเคลื่อนอีก 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ให้บรรลุได้ง่ายและเร็วขึ้น

 

คำว่า สุขภาพ จะมีความเชื่อมโยงกับปัจจัยกำหนดสุขภาพทั้งจากตัวคน จากสิ่งแวดล้อมหรือจากสารก่อโรคและอยู่ในระบบสุขภาพของชุมชน คำว่าสุขภาพ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ(เชาว์ปัญญา) ซึ่งจะเกิดได้เมื่อปัจจัยกำหนดสุขภาพมีความสมดุลและระบบสุขภาพชุมชนมีความเหมาะสม ซึ่งสุขภาพจะใช้คำที่เข้าใจกันง่ายๆได้เป็น อยู่ดีกินดี อยู่เย็นเป็นสุข อยู่รอดปลอดภัย และจะบรรลุได้ไม่ใช่จากกระทรวงสาธารณสุขอย่างเดียว ต้องช่วยกันทุกกระทรวงและประชาชนต้องมีส่วนร่วมด้วย

 

ระบบสุขภาพ มีความหมายกว้างกว่าระบบบริการสาธารณสุข มีทั้งในส่วนที่บุคคลพึ่งตนเอง ดูแลตนเอง กับส่วนที่พึ่งบริการหรือพึ่งผู้อื่น จากความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกและสังคม ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากกระแสทุนนิยม เงินกลายเป็นตัวตั้งที่สำคัญทุกเรื่อง ระบบบริการสุขภาพที่ใช้เงินหรือใช้เทคโนโลยีเป็นตัวตั้งจึงอาจส่งผลเสียต่อประชาชนและสังคมได้มาก อาจารย์หมอประเวศ วะสี ได้เสนอไว้ว่า ระบบสุขภาพชุมชนที่พึงประสงค์นั้นควรมีองค์ประกอบสำคัญอย่างสมบูรณ์และบูรณาการเชื่อมโยงกัน 10 องค์ประกอบ โดยเขียนเป็นวงกลมซ้อนกัน 4 วง วงในแรกสุดเป็นปัจจัยที่ 1 การเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ในวงที่ 2 มี 3 ปัจจัยคือสัมมาชีพเต็มพื้นที่(2) วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม(3)และชุมชนเข้มแข็ง(4) ในวงที่ 3 มี 5 ปัจจัยคือการศึกษา(5) ศาสนา(6) วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(7)  การสื่อสาร(8) การสาธารณสุข(9) และวงใหญ่ที่อยู่นอกสุดมี 1 ปัจจัยคือนโยบายสาธารณะ ทิศทางการพัฒนา(10) ดังนั้นวงในสุดคือปัจจัยที่ 1 ควรเป็นตัวตั้งของการพัฒนาระบบสุขภาพ คือการเห็นคุณค่าของคน( Humanity) ใช้คนเป็นตัวตั้ง เมื่อใดก็ตามคนเราได้รับการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เขาก็จะเกิดความรู้สึกเป็นสุข อิ่มเอิบใจที่เห็นว่าตนเองมีคุณค่าจนผู้อื่นเกิดความยอมรับ ทำให้เกิดเป็นสุขภาวะทางจิตวิญญาณเกิดขึ้น

 

จากความหมายของ สุขภาพ หากมองย้อนไปเราจะเห็นว่า เราให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพกายก่อน แล้วมาที่ใจ สังคมและจิตวิญญาณ และก็พบว่าไปไม่ถึงไหน ในแต่ละปีค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินทางด้านสุขภาพเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชนกลับไม่ได้ดีขึ้นมากนัก หากเราเริ่มจากสุขภาพทางจิตวิญญาณ สู่สุขภาพทางสังคม สู่สุขภาพทางจิตใจแล้วมาสู่สุขภาพทางกาย อาจจะพบความสำเร็จได้ดีกว่าและเร็วกว่า

 

เมื่อเอาเงิน เอาวัตถุเป็นตัวตั้ง คนมีเงิน มีวัตถุในครอบครองมากจะได้รับการเคารพ ยอมรับ ซึ่งคนเหล่านี้มีจำนวนน้อยเพราะคนส่วนใหญ่ยากจน คนก็จะแก่งแย่งกันเพื่อครอบครองวัตถุ เกิดการเอารัดเอาเปรียบ ตัวใครตัวมัน มุ่งร้ายกัน สุขภาวะทางจิตวิญญาณของคนในสังคมจะเกิดขึ้นน้อย  การที่ต่างคนต่างอยู่นี้ ส่งผลต่อสุขภาวะทางสังคมด้วย ที่เราพบว่าปัญหาสังคมมากมายได้ส่งผลเสียต่อคนในสังคม เกิดภาวะที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันทางสังคมบกพร่อง( Social Immunodeficiency Syndrome : SIDS คล้ายๆกับAIDSในตัวคนที่ติดเชื้อเอดส์) เป็นสังคมที่ขาดภูมิคุ้มกันสำคัญ 3 ประการคือความรู้ ความรัก ความอดทน โดยที่ผมได้เคยเสนอไปว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมได้จะต้องใช้เครื่องมือที่เรียกว่า การจัดการความรู้ จะทำให้คนมีความรู้ที่ปฏิบัติได้จริง เข้าใจชุมชน ชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองและคนรอบข้าง ส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีในชุมชนเกิดความรักและความอดทนต่อความเห็นที่แตกต่างของคนอื่นได้ สังคมเข้มแข็งขึ้น มีภูมิคุ้มกันทางสังคมสูงขึ้น คนจะเกิดสุขภาวะทางสังคมได้ง่าย

 

การจัดการความรู้ เป็นกระบวนการที่จะถอดความรู้ออกจากตัวคนเพื่อนำมาเผยแพร่ ปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทของตนเอง ภายใต้การนำเอาสิ่งดีๆในตัวคน ความสำเร็จมายกย่องชมเชย การที่เรายกย่องชมเชยเขา แสดงว่าเรายอมรับหรือให้ความเคารพในตัวคนๆนั้น เป็นการเคารพความรู้ในตัวคน ซึ่งเป็นรูปธรรมสำคัญของการเคารพศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์

 

ความรู้ในโลกเรานี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือความรู้ในตำรากับความรู้ในตัวคน ส่วนใหญ่ในการทำงาน ในการดำรงชีวิต คนจะใช้ความรู้ในตัวคนมากกว่าความรู้ในตำรา ความรู้ในตัวคนจะได้จากการรวบรวมของประสบการณ์ ทักษะ สามัญสำนึก พรสวรรค์ประกอบกันเป็นความรู้ในตัวคนแต่ละคนขึ้นมา ได้จากชีวิตความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตในชุมชนหรือวิถีชีวิต จึงมีฐานอยู่กับวัฒนธรรมหรือบริบทของชุมชน ส่วนความรู้ในตำรานั้นได้จากการค้นคว้าศึกษาวิจัยของผู้เชี่ยวชาญอย่างมีหลักการ มีเหตุผล มีหลักฐานเชิงประจักษ์ จึงมีฐานเป็นวิทยาศาสตร์ หากเราจัดการเรียนรู้โดยเอาความรู้ในตัวคน( Practical-based) เป็นตัวตั้งและเอาความรู้ในตำรา (Evidence-based) เป็นตัวเสริมเติมแต่ง ซึ่งอาจารย์หมอประเวศเรียกว่าเอาวัฒนธรรม (บริบทของชุมชน) เป็นฐานและเอาวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ จะได้ความรู้ที่เหมาะกับการนำไปใช้ในการพัฒนาสุขภาพของชุมชนเป็นอย่างมากเพราะจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

 

การจัดการความรู้ เป็นการเห็นคุณค่าความรู้ในตัวคน โดยการถอดเอาความรู้เหล่านั้นออกมาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มคุณค่าโดยการปรับใช้ ประยุกต์ใช้หรือต่อยอดให้มีคุณค่าสูงมากขึ้น หากการจัดการความรู้นั้นเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสุขภาพ เราก็จะได้องค์ความรู้ทางด้านสุขภาพที่สามารถปฏิบัติได้จริง จากผู้รู้จริงที่ทำจริงในพื้นที่ จะทำให้เราใช้ความรู้ เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพของเรา ส่งผลให้เกิดการมีสุขภาพที่พอเพียงได้ และเมื่อคนได้รับการยอมรับ มานั่งฟัง มาร่วมเรียนรู้ด้วย จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า เกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ส่วนแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเองเมื่อเห็นคุณค่าของคนอื่น ก็จะได้รับการยอมรับมากขึ้น มิตรภาพดีขึ้น มองเห็นคุณค่าความเป็นคนของผู้ป่วยหรือญาติ ก็จะเกิดการให้บริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ได้ง่าย เกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณของตนเองได้เช่นกัน ในการจัดการความรู้จะเกิดกิจกรรมของ ฝึกฟัง ฝึกให้ ใฝ่รู้ และหมู่สัมพันธ์ สำคัญที่สุดคือฝึกฟัง เพราะการที่เราฟังใคร แสดงว่าเราเคารพคนนั้น เป็นการฟังอย่างตั้งใจหรือฟังอย่างลึกซึ้ง(Deep listening) เพื่อสกัดเอาสิ่งดีๆในตัวคนพูดออกมาปรับใช้  พร้อมๆกับเป็นการฝึกใจเราให้อดทนรับฟังคนอื่น ยอมรับคนอื่น รู้จักให้ รู้จักรับ ใส่ใจเรียนรู้จากผู้อื่น มีการรวมกลุ่มกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความสัมพันธ์ที่ดีของหมู่คณะ ของชุมชน เกิดบรรยากาศแห่งมิตรภาพ อบอวลไปด้วยความรัก ความจริงใจต่อกัน ชุมชนก็เข้มแข็ง ส่งผลให้คนในชุมชนเกิดสุขภาวะทางสังคม ส่งผลต่อให้จิตใจมีความสุข เมื่อใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว ใจเป็นสุข กายก็ย่อมสุขตามไปด้วย

 จะเห็นได้ว่า การจัดการความรู้สามารถนำไปสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณ สังคม จิตใจ ร่างกาย เป็นสุขภาพแบบองค์รวม(Holistic approach) ได้ เกิดระบบบริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ (Humanized health care) และการนำความรู้ทางสุขภาพที่เหมาะสมมาปรับใช้ทำให้เกิดระบบสุขภาพพอเพียง (Sufficiency health care) ได้  โดย นพ.พิเชฐ   บัญญัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาก จ. ตาก6 กุมภาพันธ์ 2550

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 78039
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

ได้มาอ่านเรื่องเล่าดีดี

ขอบคุณค่ะ

ขอนำบางส่วนไป KM ต่อนะคะ