วันที่ ๑๘ ม.ค. ๕๐ ผมนั่งประชุมคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์    มีวาระพิจารณาเงินเดือนของประธานคณะกรรมการบริหาร (Chairman of the Executive Committee and CEO)  และของกรรมการผู้จัดการใหญ่    ซึ่งเงินเดือนเท่าไรผมเปิดเผยไม่ได้

  
             แต่ตัวเลขเงินเดือนนี้ทำให้ผมนึกถึงเมื่อราวๆ ปี ๒๕๓๘ - ๒๕๓๙ ศ. ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต  ซึ่งเป็นประธานกรรมการนโยบาย สกว. บอกผมว่า  "เงินเดือนของคุณหมอต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับเงินเดือนของภาคเอกชน คุณหมอควรได้ ..." ตัวเลขที่ท่านเอ่ยเท่ากับประมาณ ๓ เท่าของเงินเดือนที่ผมได้รับในขณะนั้น     ผมนึกในใจและพูดกับท่านและคนอื่นๆ ว่า แค่นี้ก็เกินพอแล้ว      ได้มากเกินไปไม่ดี

            มาเห็นตัวเลขเงินเดือนของผู้บริหารธนาคารในตอนนี้    ผมเกิดความรู้สึกภูมิใจตนเอง   ที่ได้รับเงินเดือนที่ผมเองคิดว่ามากกก (ก หลายตัว แปลว่าเกินพอ)    แต่จริงๆ แล้วเป็นเสมือนว่า ในมาตรฐานของภาคธุรกิจเอกชน     ผมรับเงินเดือนต่ำกว่าความเป็นจริงหลายเท่าตัว     โดยที่ผมทำงานแบบมีเป้าหมายรับใช้สังคมอย่างทุ่มเท     และหลายครั้งก็เกิดความเครียดเหมือนพวก ซีอีโอ ของภาคธุรกิจนั่นแหละ     จึงสามารถคิดได้ว่า เงินเดือนส่วนต่างจากที่ผมได้จริง กับอัตราเงินเดือนของภาคธุรกิจ เป็นส่วนที่ผมบริจาคให้แก่สังคม     นี่เป็นการคิดเข้าข้างตัวเอง     แต่ก็ทำให้ผมเกิดความสุข ความภูมิใจ ที่ได้ "บริจาคเพื่อสังคม"

           วิธีคิดแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อยกอัตตา หรือโอ้อวดตน     แต่เป็นวิธีคิดเพื่อสร้างจิตใจที่พอเพียง     และเห็นคุณค่าของการทำประโยชน์ให้แก่สังคม     มากกว่ามูลค่าของเงินเดือนที่ได้รับ     เงินเดือนเป็นเพียงสิ่งที่ช่วยให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้     แต่ไม่ใช่ตัวความสุข     ไม่ใช่เงินเดือนมากยิ่งมีความสุขมาก     ผมฝึกฝนตนเองให้เอาความสุขไปไว้ที่การทำประโยชน์ให้แก่หน่วยงาน แก่สังคม     ไม่เอาไปไว้ที่ตำแหน่ง หรือระดับเงินเดือน

           ความเกินพอดีของระดับเงินเดือน แบบสุดๆ อยู่ในบริษัทยาข้ามชาติ     และบริษัทข้ามชาติอื่นๆ มีคนบอกว่า เงินเดือนและค่าตอบแทนพิเศษอาจจะถึงปีละ ๑๕๐ ล้านดอลล่าร์ คือกว่า ๕,๐๐๐ ล้านบาท      ย้ำว่าเป็นรายได้ของ ซีอีโอ บริษัท ในปีเดียว 

วิจารณ์ พานิช
๑๙ ม.ค. ๕๐