จากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า "ทุกข์ของคฤหัสถ์ คือ การเป็นหนี้" เพราะผู้ใดเมื่อเป็นหนี้ ย่อมเกิดความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เนื่องจากต้องปฏิบัติการชำระหนี้ซึ่งถ้าสามารถมีหนทางชำระหนี้ได้ ก็จะหลุดพ้นจากทุกข์ แต่ถ้าไม่สามารถชำระหนี้ได้ก็จะยิ่งทุกข์หนักเพิ่มขึ้นทุกทีกลายเป็นทวีคูณ ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร ถือว่าการเป็นหนี้นั้นเป็นทุกข์เบ็ดเตล็ดหรือทุขข์จร ซึ่งเรียกว่า "ปกิณณทุกข์" โดยแยกออกมาจาก "สภาวทุกข์" คือ ความเกิด ความแก่ และความตาย ทั้งนี้ ปกิณณทุกข์ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มีอยู่ 8 ข้อ ด้วยกัน คือ 1.ความโศก 2.ความคร่ำครวญรำพัน 3.ความทุกข์กาย 4.ความทุกข์ใจ 5.ความคับแค้นใจ 6.ความต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก 7.ความต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก 8.ความปรารถนาสิ่งใดแล้ว ไม่ได้สิ่งนั้นตามปรารถ ดังนั้น ผู้ใดเป็นหนี้ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องพบกับการทวงถามของเจ้าหน้าที่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 198 บัญญัติว่า "ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิจะเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้" และการทวงหนี้นั้นมาตรา 218 ยังกำหนดอีกว่า "เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงรวมทั้งเงินและทรัพย์สินอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกค้างชำระแก่ลูกหนี้ด้วย" ด้วยเหตุนี้การเป็นหนี้จึงเป็นความทุกข์ของสามัญชนคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป โดยเป็นทุกข์ทั้งฝ่ายลูกหนี้และฝ่ายเจ้าหนี้ ซึ่งทุกข์ทางฝ่ายเจ้าหนี้นั้นก็คือ ความทุกข์ใจยามคับแค้นใจ กลัวจะไม่ได้รับชำระหนี้ ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นลูกหนี้มากกว่าเจ้าหนี้และมิหนำซ้ำตัวลูกหนี้ก็ไม่มีความสามารถจะชำระหนี้ได้แต่ก็ต้องทำใจ เพราะแม้แต่ตัวประเทศชาติเองก็ยังตกเป็นลูกหนี้เงินกู้ต่างประเทศมากมายจนใกล้จะล้มละลายอยู่แล้ว เพราะดูท่าทีว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้เช่นเดียวกัน.. เป็นทุกข์ครับ! และยังไม่เห็นทางดับทุกข์..ต้องก้มหน้าใช้กรรม..ใช้หนี้กรรมต่อไป..ปลงไม่ตก! รวบรวมจากรองศาสตราจารย์ เพิ่มบุญ แก้วเขียว