"เมื่อหนูถูกเป็นเหยื่อ ... จากพ่อแม่" : เราต่างเป็นเหยื่อซึ่งกันและกันอยู่เสมอ...เพราะเราต่างมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

Text : Ka-Poom

..............................................................................................................

------->ช่วงนี้ดิฉันมี case บำบัด เป็นเด็กอายุประมาณ 6-8 ขวบ พี่น้อง
คนน้องนั้น...จะมีพฤติกรรมค่อนข้างก้าวร้าว...(ในสายตาของผู้เป็นพ่อแม่)..และคนพี่นั้นจะชอบลักขโมยเงินเป็นประจำ
ฐานะทางครอบครัวค่อนข้างดี ในมุมมองของพ่อแม่...มองว่า------->เขาทั้งสองคนต่างเลี้ยงลูกอย่างดี เอาใจใส่...ทำไมลูกจึงเป็นเช่นนี้
 case มาหาดิฉัน...ด้วยเรื่องที่ว่าแม่ค่อนข้างกังวลใจมาก ที่ลูกคนโต...มีนิสัยขโมยของ...
เขาไปปรึกษาผู้รู้ และผู้เชี่ยวชาญเด็กหลายคน...ต่างคนต่างก็มีวิธีการแก้ไขที่แตกต่างกันไป
บางคนก็บอกว่าให้ตีหรือลงโทษเขาสักครั้ง...ให้เขาจดจำ...เขาก็จะไม่ทำอีก

------->แต่เมื่อ..ผู้ปกครองของเด็กมาปรึกษาดิฉัน...และเล่าให้ฟัง
สิ่งแรกเลยที่ดิฉันให้ความสนใจ คือ ความสัมพันธ์ของพ่อแม่นั้นเป็นอย่างไร  (เพราะดิฉันเชื่อว่าสำหรับ case นี้การที่เด็กมีนิสัยลักขโมยน่าจะเป็นเรื่องของเด็กเป็นผู้ถูกกระทำ (abuse) จากพ่อแม่ และพฤติกรรมที่เขาเลือกแสดงออก(เลือกแบบไม่ได้เลือก ซึ่งหมายถึงเป็นไปโดยอัตโนมัติ) เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม...------->และที่สำคัญดิฉันบอกแม่เด็กไปว่า ไม่ให้ตี แต่ให้สอนที่ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ ในทำนองเรื่อง การทำความดี และทำไม่ดี สอนให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ดี คนทั่วไปไม่ทำ และบอกให้รู้ว่านี่คือผิด...ให้สอนซ้ำ ย้ำบ่อยๆ...แต่ห้ามดุ หรือโมโห หรือโกรธเขา

------->ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อแม่นั้น ทั้งสองคนก็บอกว่าดี ไม่มีเลยที่จะทะเลาะให้ลูกเห็น
เพียงแต่บางครั้งพ่อค่อนข้างจะเข้มงวด...แต่ทั้งสองคนก็จะแบ่งหน้าที่กัน ส่วนใหญ่เด็กจะอยู่กับแม่ พ่อจะแยกไปทำงานที่อื่น
ซึ่งวันศุกร์ - เสาร์ - อาทิตย์ ทุกคนถึงจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา...
เมื่อพูดคุยไปเรื่อย...หลายๆ ครั้ง ------->ดิฉันจับประเด็นได้จากคำพูดหลายครั้งที่แสดงให้เห็นว่าภายใต้คำพูดนั้นมีความขัดแย้งกันอยู่...โดยแม่เก็บความรู้สึกไม่พอใจในตัวสามีของตนไว้หลายอย่าง...ดิฉันก็เลยยิงไปตรงเป้าเลย ... สุดท้ายแม่ก็ยอมรับว่า จริงๆ แล้วไม่ชอบที่สามีตนชอบแสดงอำนาจ มักขู่และดุลูก... และไม่ค่อยฟังความคิดเห็นของแม่เท่าไหร่...

------->บางครั้งตนจึงมักบอกลูกว่า "ให้รีบทำสิ่งนั้น..ทำสิ่งนี้เดี๋ยวพ่อก็ดุหรอก"...บ่อยครั้งมากที่แม่ให้รหัสนี้เข้าไปในสมองน้อยๆ ของลูก
จึงไม่แปลกเลย...ที่ลูกทั้งสองคนจะจดจำว่า..."พ่อชอบรังแกแม่"...เพราะเวลาที่แม่พูดทำนองนี้ อารมณ์ ความรู้สึกจะปนเปผสมออกมาผ่าน "น้ำเสียงความรู้สึก"...คือ เวลาที่เรารู้สึกอย่างไรแม้ไม่แสดงออก แต่ความรู้สึกนั้น มักแผ่ซ่านออกผ่านมาจากทางกายโดยที่เราไม่รู้ตัว...ดังนั้นคนที่อยู่ใกล้ชิดจะรับและสัมผัสได้ว่า..คนคนนี้รู้สึกอย่างไรและอารมณ์ไหน...

สำหรับ case นี้ยังไม่ถึงกับทำ Family Counseling-------> เพราะตัวพ่อเองไม่ได้ตระหนักว่าตนเองเป็นปัญหา...แต่นั่นก็เป็น plan ระยะยาวที่ดิฉันมองว่าน่าจะได้คุยเชิงบำบัดกันต่อไป...แต่สิ่งที่ดิฉันควรทำและต้องทำตอนนี้ คือ การดูแลทางจิตใจของเด็กก่อน...ทำอย่างไรถึงจะให้เขารู้สึกมีความสุขลึกๆ...และรอยที่ได้รับสารพิษทางจิตใจ (Toxin ทางจิตใจ) จากพ่อแม่จะถูกขับออกมาจากจิตใจของเขา...------->และวิธีการที่ดีที่สุดที่ดิฉันเชื่อและเลือก คือ การเลือกทำ Art therapy (ศิลปะบำบัด) และการเล่น...โดยเราเป็นผู้มีส่วนร่วมในการเล่นไปกับเขาด้วย...เพื่อที่เราจะได้พูดคุยกับเขาพร้อมสังเกตเขาไปด้วย...และที่สำคัญที่ทำเป็นประจำ คือ การสวมกอดเขา...ด้วยความรัก...