เซนจากมุมมองของผู้หญิง : ใจที่ยิ่งใหญ่เขียนโดย ช่อฟ้า
คำเซนที่ว่า กันชิเค็ทสุ (kanshiketsu) ตามตัวอักษรแล้วหมายถึงไม้เช็ดอุจจาระ ในเมืองจีน พระรูปหนึ่งได้เรียกอาจารย์เซนหยวนเหมิน (ผู้มีชีวิตอยู่ในสมัย ๙๔๙ ปีก่อน ค.ศ.) เข้ามาแล้วถามว่า “พระพุทธเจ้าคืออะไร” หยวนเหมินตอบว่า !33“ไม้เช็ดอุจจาระแห้ง”
เมื่อเจ้าอาวาสหรือครูคนหนึ่งคนใดก็ตามจะไม่อยู่ที่วัดเป็นสัปดาห์หรือประมาณนั้น บรรดาเณรและพระบวชใหม่ทั้งหลายก็มักจะไม่รู้สึกว่ามีอะไรขาดไป แต่เมื่อใดก็ตามที่กระดาษชำระในห้องน้ำหมดไป พวกเขามักจะรู้สึกกันได้ในทันใดว่าขาดอะไรไป ไม้เช็ดอุจจาระที่มักใช้!กันในสมัยก่อนนั้นสามารถล้างและเอากลับมาใช้อีกกี่ครั้งก็ได้ ไม้เช็ดอุจจาระที่ต้องสกปรกนั้นก็เพราะทำความสะอาดให้พวกเรา ถ้าหากนี่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าแล้ว จะเรียกว่าอะไร แม้ข้าพเจ้าตระหนักดีว่าไม้เช็ดอุจจาระนั้นก็คือพระพุทธเจ้าเช่นกันและควรจะไหว้ขอบคุณด้วย _e1ต่หลายครั้งข้าพเจ้าก็มักจะลืมขอบคุณมันเสมอๆ และนี่ยังทำให้ข้าพเจ้าสงสัยอยู่ด้วยเช่นกันว่าถ้าหากข้าพเจ้าต้องได้รับหน้าที่ที่ดูน่ารังเกียจเช่นนี้ ข้าพเจ้าจะทำมันด้วยใจที่มีทัศนะเช่นเดียวกับหน้าที่ต่างๆ ที่ข้าพเจ้าทำในฐานะที่เป็นเจ้าอาวาสเช่นนี้อยู่หรื!อไม่ ข้าพเจ้าจะยังภาคภูมิใจอย่างมีความสุขเช่นนี้หรือไม่ ข้าพเจ้าอาจจะบ่น และเปรียบเทียบกับงานอื่นๆ อย่างไม่ค่อยพอใจนัก และอาจจะรู้สึกเป็นทุกข์มากๆ ก็ได้ด้วยความรู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า
อาจารย์เซนโคโช อูจิยาม่า กล่าวไว้ว่า “ดอกไวโอเล็ตคือดอกไวโอเล็ต ดอกกุหลาบคือดอกกุหลาบ ตูม บาน เหี่ยว เฉา และโรย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นไปตามขั้นตอน เมื่อชีวิตเราเคลื่อนผ่านขั้นตอนใด ก็ขอให้เราอยู่อย่างสง่าในปัจจุบันขณะอันนิรันดร์นั้นๆ ของแต่ละขั้นต'cdน” ในทางโลก เราอาจมีบทบาท หน้าที่ สภาพ สภาวะ ฐานานุรูปต่างๆ มากมายนับไม่ถ้วน อาจดีหรือเลว สูงหรือต่ำ แต่อย่างไรก็ตาม ในโลกแห่งความเป็นจริงอันสูงสุด โลกแห่งองค์พุทธะ ไม่มีอะไรเลยที่ไม่มีประโยชน์ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสำคัญเท่ากันหมด ไม่มีอะไรสามารถแทนที_e8กันได้ ทุกอย่างมีคุณค่าสูงส่งพิเศษยิ่ง และไม่มีอะไรที่ไม่พิเศษ ถ้าหากไม่มีไม้เช็ดอุจจาระหรือกระดาษชำระ ชีวิตประจำวันของเราอาจไม่สามารถผ่านพ้นไปได้ ถ้าหากไม่มีรถเก็บขยะผ่านมาบริเวณหน้าบ้านเราสักช่วงเวลาหนึ่ง เราคงต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่แน่ๆ การเลอะเทอะเ_bbรอะเปื้อนไปด้วยอุจจาระและเต็มไปด้วยผงขยะคือรูปแบบสูงสุดของพุทธภาวะ เราอาจจะคิดว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องมือเปื้อนแล้ว ท้ายที่สุดเราก็คงบ่นอยู่ดี
โยชิโอะ โทอิ พระรูปหนึ่งมักบรรยายธรรมในหัวข้อที่เกี่ยวกับ “การโค้งให้ถึงฝ่าเท้าของผู้คน” อยู่เสมอๆ ครั้งหนึ่งหลังจากที่การอภิปรายเสร็จสิ้นลง มีผู้อภิปรายร่วมอีกคนหนึ่งได้เดินมาหาท่านโทอิแล้วก็ก้มลงคารวะถึงที่เท้าของท่าน แล้วก็ทำการนว!ดอยู่พักใหญ่และกล่าวว่า “พระคุณเจ้า เมื่อท่านกลับถึงบ้านแล้ว ได้โปรดก้มลงจนแทบที่เท้าของภรรยาของท่าน และนวดเท้าของเธออย่างที่ข้าพเจ้าทำนี้ด้วยเถิด”
ท่านโทอิทำตามนั้นและมาบอกเล่าให้พวกเราฟังถึงประสบการณ์ในครั้งนั้นของท่านว่า “เป็นเวลากว่ายี่สิบปีมาแล้วที่เราได้แต่งงานกัน และนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นฝ่าเท้าของภรรยาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าตกใจมากที่พบว่ามันช่างหนาและด้านเหลือเกิน และนั่_b9เองข้าพเจ้าจึงพบว่า ภรรยาของข้าพเจ้าผู้ซึ่งโตมากับวัดในเมือง ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าครั้งแรกที่เธอมาที่วัดแห่งนี้ในฐานะภรรยาของข้าพเจ้านั้นเท้าของเธอจะต้องนุ่มกว่านี้มาก แต่เมื่อมาเธอมาอยู่กับข้าพเจ้าที่นี่ เธอจะต้องออกไปทำงานในไร่นา ต้องรับภาระหน้าที'e8ดูแลวัด และอาจต้องออกไปธุระข้างนอกอีกมากมายหลายอย่างตามแต่ที่จะได้รับการร้องขอหรือถูกสั่งให้ทำ เธอต้องแบกรับงานที่หนักๆ แทบทุกอย่างต่างๆ มากมายที่วัดอันยากจนบนภูเขาของเรานี้ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นพรวนดินทั้งในไร่และในสวน หรือแบกของหนักๆ ด้วยหลังของเธอเอง เ!ท้าของเธอคงต้องเจ็บปวดที่ต้องเดินขึ้นเขาผ่านก้อนหินหรือรากไม้ใหญ่ๆ มากมาย เมื่อตระหนักถึงความจริงในข้อนี้ ข้าพเจ้าจึงโค้งคารวะและนวดที่เท้าของเธออย่างตั้งใจ”
พวกเราเคยทำอะไรจริงๆ จังๆ กับฝ่าเท้าของเราหรือเปล่า การเคารพจนถึงฝ่าเท้า หรือการชื่นชมในรูปแบบไหนก็ได้กับฝ่าเท้าของเรา ที่ได้ทำงานทุกอย่างเพื่อให้เราคงร่างกายอยู่ได้ หรือต้องทนกับการเดินอันหนักหนาสาหัสหรือไม่สิ้นสุดของเรา หรือถ้าพวกเราทำดีกับฝ่าเท้า'a2องเรา พวกเราได้ทำอย่างค้นพบคุณค่าที่แท้ของมันจริงๆ หรือเปล่าโดยไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับร่างกายส่วนอื่นๆ หรือเราจะทำงานต่างๆ ที่มีบทบาทหน้าที่เหมือนกับฝ่าเท้าของเราได้อย่างสนุกเหมือนงานอื่นๆ หรือเปล่า เท้านั้นเป็นตัวสนับสนุนร่างกายทั้งหมดของเรา ถ้ามันไม!่ใช่พระพุทธเจ้าแล้ว เราจะเรียกว่าอะไร อย่างไรก็ตามการไตร่ตรองเช่นนี้ก็เป็นความหลงอย่างหนึ่ง ถ้าเราอุทิศตนให้กับบทบาทของเราเองอย่างแท้จริงแล้ว จะไม่มีที่ว่างให้ตรึกตรองแบบนี้เลย
อาจารย์โดเก็นกล่าวไว้ในเทนโซะ เคียวคุน ว่า “เมื่อเราทำแกงจืดจากผักธรรมดาๆ อย่าไปรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากทำเลย หรืออย่าเพียงทำๆ ไปอย่างนั้นเอง ขณะเดียวกันเราต้องไม่ลิงโลดใจหรือเป็นสุขมากกว่าปกติที่จะได้ทำอาหารจานพิเศษที่มาจากเครื่องปรุงคุณภาพชนิด_b4ี” ท่านอาจารย์จะประณามใครก็ตามที่รังเกียจน้ำต้มผักธรรมดาๆ แต่ไปให้คุณค่าและใส่ใจกับอาหารที่จัดเตรียมไว้เฉพาะสำหรับงานในโอกาสพิเศษเท่านั้น ว่านั่นคือผู้ที่คำพูดและทัศนคติต่างๆ ของเขายังขึ้นอยู่กับผู้คนหรือวัตถุสิ่งของที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ท่านอา!จารย์เตือนว่าผู้ที่เป็นอย่างนี้ไม่ใช่คนที่อยู่ใน ‘ทาง’ ในตอนสุดท้ายของบทความที่เกี่ยวกับเรื่องจิตใจสามแบบนั้น ท่านอาจารย์ได้เขียนไว้ว่า “ใจที่ยิ่งใหญ่นั้นเปรียบเหมือนดั่งขุนเขา มั่นคงและไม่ลำเอียง ตัวอย่างเช่นมหาสมุทร ที่อดทนอดกลั'e9นและมองทุก ๆ อย่างจากมุมมองที่กว้างขวางที่สุด การมีใจที่ยิ่งใหญ่นั้นหมายถึงการอยู่โดยไม่ตัดสินและปฏิเสธที่จะเลือกข้าง” ใจที่ยิ่งใหญ่หมายถึงทำสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ เป็นสุขและจดจ่อ และโดยไม่อาศัยความรู้สึกว่าชอบหรือ'e4ม่ชอบ ไม่ว่างานนั้นๆ จะเป็นอะไร จะเป็นการทำความสะอาดไม้เช็ดอุจจาระหรือฝ่าเท้า หรือการแสดงบทบาทหน้าที่เจ้าอาวาส จะเป็นการทำน้ำซุปผักธรรมดาหรือการเตรียมอาหารสำหรับงานเทศกาลใหญ่ ถ้าทำได้ นี่ถึงจะเรียกว่า ใจที่ยิ่งใหญ่