ว่าด้วยสนังกุมารพรหม

สนังกุมารสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๒. ทุติยวรรค

หมวดที่ ๒

๑. สนังกุมารสูตร

ว่าด้วยสนังกุมารพรหม

             [๑๘๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้

             สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสัปปินี เขตกรุงราชคฤห์ ครั้นเมื่อราตรีผ่านไป สนังกุมารพรหมมีวรรณะงดงามยิ่งนัก เปล่งรัศมีให้สว่างทั่วฝั่งแม่น้ำสัปปินี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ได้กล่าวคาถานี้ในที่ประทับของพระผู้มีพระภาคว่า

                          ในหมู่ชนที่ถือตระกูลเป็นใหญ่

                          กษัตริย์จัดว่าประเสริฐที่สุด

                          ส่วนท่านผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ (วิชชา หมายถึงวิชชา ๓ มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็นต้น และวิชชา ๘ คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิและอภิญญา ๖         จรณะ หมายถึงจรณะ ๑๕ คือ ความบริบูรณ์ในศีล ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์ ความรู้ประมาณในโภชนะ การประกอบความเพียรเครื่องตื่น พระสัทธรรม ๗ และรูปาวจรฌาน ๔)

                          จัดว่าประเสริฐที่สุดในหมู่เทวดาและมนุษย์

             สนังกุมารพรหมครั้นกราบทูลคำนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ครั้งนั้นสนังกุมารพรหมทราบว่า “พระศาสดาของเราทรงพอพระทัยแล้ว” จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค กระทำประทักษิณแล้วหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง

สนังกุมารสูตรที่ ๑ จบ

---------------------------------

           สนังกุมารพรหมนั้น ในเวลาเป็นปัญจสิขกุมาร เจริญฌานบังเกิดในพรหมโลก เที่ยวไปด้วยเพศกุมารนั่นเอง. เหตุนั้น คนทั้งหลายจึงจำเขาได้ว่ากุมาร. แต่เพราะเป็นคนเก่า จึงเรียกกันว่า สนังกุมาร.