เมื่อมนุษย์รวมกลุ่มกันตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชนถาวร รู้จักวิธีการผลิตอาหาร เช่น การเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์แล้ว มนุษย์มีเวลาในการคิดสร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่ออำนวย-ความสะดวกในการดำรงชีวิต เช่น อาวุธ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือทำการเกษตร เครื่องมือล่าสัตว์ ฯลฯ มีการเพิ่มจำนวนประชากรมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์บางส่วนก็ต้องตายจากไป มนุษย์จึงมีรูปแบบพิธีกรรมเกี่ยวกับความตายแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับสภาพทางสังคมวัฒนธรรม สภาพภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศาสนา วัฒนธรรม คติความเชื่อ วิถีการดำรงชีวิต สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้ตาย พิธีศพสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของมนุษย์ที่จะเชื่อมโยงระหว่างโลกที่ตนเองรู้จักกับโลกที่ไม่รู้จัก โดยมีความคิดว่าโลกหลังความตายจะต้องสวยงาม เพียบพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายเพื่อให้วิญญาณของผู้ตายได้ไปอยู่อย่างมีความสุขตามอุดมคติเรียกว่าสวรรค์ และไม่ไปสู่โลกที่น่าสะพรึงกลัว ซึ่งเรียกว่านรก จากการค้นคว้าของนักวิชาการด้านโบราณคดี พบว่า ในประเทศไทยมนุษย์เริ่มมีพิธีกรรมเกี่ยวกับศพมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ คือ ในช่วงวัฒนธรรมยุคหินเก่ามาแล้ว

(พระโกศทองคำ หรือพระโกศพระบรมอัฐิ จาก กรมศิลปากร ฐานข้อมูลพระเมรุมาศ และเครื่องประกอบพระเมรุมาศ https://phramerumas.finearts.go.th)
สุจิตต์ วงษ์เทศ (2551, หน้า 15-18) อธิบายคติความเชื่อเรื่องความตายของผู้คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า คนเรามาจากบาดาลทางน้ำอยู่ใต้พื้นดิน เมื่อตายจะกลับสู่ถิ่นเดิมในเมืองบาดาลที่มีนาคพิทักษ์อยู่ คนที่มีฐานะทางสังคมสูงเช่นหัวหน้าเผ่า เมื่อตายไปจะจัดพิธีอย่างใหญ่โต ถ้าเป็นคนทั่วไปก็จะทิ้งศพให้แร้งกากิน เมื่อครบกำหนดถึงวันปลงศพ จะแห่ศพซึ่งห่อด้วยเครื่องจักสานไปยังสถานที่เฉพาะซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ จะปักเสาล้อมรอบไว้เป็นเครื่องหมาย ต่อมาใช้แผ่นหินมีขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างปักไว้เพื่อกำหนดขอบเขต เรียกว่า “วัฒนธรรมหินตั้ง” เช่น มีการพบหินตั้งบอกเขตศักดิ์สิทธิ์เป็นรูปวงกลมพบที่อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา อายุราว 3,000 ปีมาแล้ว เมื่อฝังศพจะต้องนำสิ่งของใส่ลงไปด้วย เช่นภาชนะดินเผา เครื่องประดับ และเครื่องมือเครื่องใช้
จากการศึกษาพิธีการปลงศพในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของ ผุสดี รอดเจริญ (2551, หน้า 145-167) พบว่า มีพิธีการปลงศพ 3 รูปแบบ คือ การฝังศพครั้งที่ 1 (primary burial) จะนำศพวางนอนในหลุมในท่านอนตะแคงงอเข่า หรือนอนหงายเหยียดยาว การฝังศพทำอย่างเป็นระเบียบในหลุมตื้น ๆ บางศพมีการนำเศษภาชนะดินเผามาปูรองก่อนวางศพทับ พบเครื่องประดับเช่น ต่างหูทำจากแก้ว ต่างหูทำจากหินอ่อน แหวนสำริด เครื่องประดับหน้าอกทำจากส่วนหน้าอกของกระดองเต่า เครื่องมือหรืออาวุธทำด้วยเหล็ก มีการตั้งใจทำให้อาวุธโค้งงอ ฝังไว้กับศพด้วย (สว่าง เลิศฤทธิ์, 2545, หน้า 85-92) การฝังศพ ครั้งที่ 2 (secondary burial) ในภาคอีสานบริเวณลุ่มน้ำมูลและชี ภายหลังจากฝังให้ศพเน่าเปื่อยเหลือแต่กระดูก จะนำกระดูกมาใส่รวมกันในภาชนะดินเผามีฝาปิด เช่นที่พบในแหล่งโบราณคดีเมืองบัว อำเภอเกษตรพิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด (สุจิตต์ วงษ์เทศ, 2551, หน้า 16-17)
การเผาศพ เป็นการบ่งบอกถึงวิวัฒนาการของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พัฒนาเข้าสู่สมัยหัวเลี้ยวหัวต่อประวัติศาสตร์ (ผุสดี รอดเจริญ, 255, หน้า 150) เป็นผลมาจากการได้รับวัฒนธรรมอินเดียมา คือ เชื่อว่าไฟเป็นเครื่องชำระมลทินและส่งวิญญาณให้ตามควันขึ้นไปถึงสวรรค์ เป็นการปลดเปลื้องความเกี่ยวข้องในเรื่องผีกับคน อีกทั้ง การเผาเป็นวิธีที่สะอาดไม่เป็นอันตรายต่ออนามัยอีกด้วย (เสฐียรโกเศศ, 2539, หน้า 93-97) ไฟจะนำเอาส่วนที่ยังไม่ตาย คือ วิญญาณลอยไปสู่สวรรค์ การเผาศพต้องใช้ไฟศักดิ์สิทธิ์ซึ่งก่อให้ติดขึ้นตามลัทธิพิธีของศาสนาพราหมณ์สำหรับใช้จุดไฟเผา (รักไทย สิงห์สถิต, 2530, หน้า 6) ดังเช่น การปลงพระบรมศพของพระพุทธเจ้า หลังจากทรงดับขันธ์ปรินิพพาน มีการถวายเพลิงพระบรมศพ (พระมหาวีรชน อคฺคธมฺโม, 2554, หน้า 11-15)
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า แบบแผนการปลงศพด้วยการเผาด้วยไฟของชาวอินเดียนั้น มีคติความเชื่อ 2 แบบ คือ คติทางศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ การใช้โกศใส่ศพ เมื่อเผาแล้วจะนำอัฐิธาตุลอยน้ำ ส่วนคติทางศาสนาพุทธจะใช้หีบใส่ศพ เมื่อเผาแล้วเอาอัฐิธาตุบรรจุใส่ในสถูป เช่นงานพระบรมศพของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นต้น (กรมศิลปากร, 2555, หน้า 227-228) การเผาศพจึงกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการปลงศพในสังคมไทยที่รับเอาวัฒนธรรมพุทธศาสนาและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
…………..
โดย สันติ หอมยมณ์ (วาทิน ศานติ์ สันติ)
บรรณานุกรม
สุจิตต์ วงษ์เทศ(บรรณาธิการ). (2551). พระเมรุ ทำไม? มาจากไหน (พิมพครั้งที่2). กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้ว้การพิมพ์.
ผุสดี รอดเจริญ. (2551). พิธีกรรมการฝังศพในสมยัก่อนประวัติศาสตร์: ความเชื่อและสถานภาพทางสังคม. ดำรงวิชาการ, 7,145-167.
สวา่ง เลิศฤทธิ์(บรรณาธิการ). (2545). โบราณคดีและประวัติศาสตร์ ในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: อมรินทรพริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.
เสฐียรโกเศศ. (2539). ประเพณีเนื่องในการตาย(พิมพ์คร้ังที่3). กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์ศยาม.
รักไทย สิงห์สถิต. (2530). การศึกษาการพระราชพิธีพระบรมศพ ณ ท้องสนามหลวงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร.
พระมหาวีรชน อคฺคธมฺโม. (2554).คุณค่าประเพณีปอยล้อล้านนา: กรณีศึกษาพระครูการุณยธรรมนิวาส (หลวงปู่ หลวง กตปุญโญ).วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต,มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
กรมศิลปากร. (2555). เครื่องประกอบพระอิสริยยศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี.กรุงเทพมหานคร: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง.