หนังสือ The Wheel of Life : A Memoir of Living and Dying เขียนโดย Elisabeth Kubler -Ross, MD แปลเป็นไทยโดย วิภาดา กิตติโกวิท ในชื่อ “วงล้อแห่งชีวิต บันทึกความทรงจำของการมีชีวิตกับการตาย” นำสู่การให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (end of life care) อย่างไร มีการนำมาประยุกต์ใช้ในวงการสุขภาพไทย และสังคมไทยอย่างไรบ้าง ชี้นำอุดมการณ์ของการมีชีวิตเพื่อผู้อื่นและเพื่อสังคมอย่างไรบ้าง ควรนำมาประยุกต์สู่ระบบการศึกษาหรือการเรียนรู้ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเตรียมเยาวชนเข้าสู่วิชาชีพสุขภาพ อย่างไรบ้าง
ผมนำคำถามในย่อหน้าบน ไปถามสหายเอไอทั้งห้าของผม ได้รับคำตอบที่ประเทืองปัญญามาก ผมเลือกคำตอบของ Chat GPT และ DeepSeek มาลงไว้ ดังนี้
Chat GPT :
“หนังสือ The Wheel of Life: A Memoir of Living and Dying (แปลไทยโดย วิภาดา กิตติโกวิท ในนาม “วงล้อแห่งชีวิต: บันทึกความทรงจำของการมีชีวิตกับการตาย”) โดย ดร. อลิซาเบธ คึบเลอร์-รอส (Elisabeth Kübler-Ross, MD) คือผลงานทรงคุณค่าทางจิตวิญญาณ มนุษยธรรม และวิชาชีพ ซึ่งเขียนจากประสบการณ์ชีวิตของแพทย์หญิงผู้บุกเบิกแนวคิดการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (End-of-Life Care) และผู้ป่วยใกล้ตาย (Terminally Ill)
หนังสือนี้นำเสนอไม่เพียงเรื่องความตาย แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้เราเรียนรู้ “การมีชีวิตอย่างแท้จริง” ผ่านการมองเห็นความตายในฐานะครูชีวิต
ต่อไปนี้คือการวิเคราะห์คำตอบอย่างครอบคลุมใน 5 มิติ ตามคำถามของคุณ:
─────────────────────
❶ นำสู่การให้ความสำคัญต่อการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (End-of-Life Care) อย่างไร
- Elisabeth Kübler-Ross เป็นผู้บุกเบิกแนวคิด “Death and Dying” และเสนอโมเดล 5 ขั้นตอนการยอมรับความตาย (5 Stages of Grief): ปฏิเสธ (Denial) → โกรธ (Anger) → ต่อรอง (Bargaining) → เศร้าโศก (Depression) → ยอมรับ (Acceptance) ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยเข้าใจผู้ป่วยและครอบครัวอย่างลึกซึ้ง
- เธอเสนอว่า การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายควรมองว่า “มนุษย์ยังมีคุณค่าแม้อยู่ในวาระสุดท้าย” มิใช่เพียงร่างกายที่ต้องรักษา
- ส่งเสริมแนวคิด hospice & palliative care: การดูแลด้วยความรัก ความเข้าใจ และการฟัง
บทเรียนสำคัญ:
→ การดูแลผู้ป่วยในช่วงท้ายชีวิต คือโอกาสในการสร้าง “ความหมาย” ให้ชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่เพียงควบคุมความตาย
─────────────────────
❷ การประยุกต์ใช้ในวงการสุขภาพไทย และสังคมไทย
การนำแนวคิดของ Kübler-Ross มาประยุกต์ใช้ในประเทศไทยมีพัฒนาการที่ค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในประเด็น "การตายดี" (Good Death) และ "การดูแลแบบประคับประคอง" (Palliative Care) ดังนี้:
▪ ในระบบสุขภาพไทย:
- หลายโรงพยาบาลใหญ่ เช่น รามาธิบดี จุฬาฯ ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล และเครือข่าย ม.ขอนแก่น ได้นำแนวทาง Palliative Care ไปประยุกต์ใช้ โดยมีทีมดูแลร่วมสหวิชาชีพ
- มีการอบรมบุคลากรสาธารณสุขให้เข้าใจความตายอย่างไม่ปฏิเสธ และกล้าอยู่กับความทุกข์ของผู้ป่วย
▪ ในสังคม:
- กลุ่มชุมชน เช่น วัดป่ามหาวัน (เชียงราย), สวนโมกข์ และมูลนิธิพุทธิกา ได้นำแนวคิด “การเตรียมตายอย่างสงบ” ไปจัดกิจกรรมสนทนา เช่น “ชวนกันคุยเรื่องตายก่อนตาย”
- มีการส่งเสริมให้คนเขียน Living Will (หนังสือแสดงเจตนาการดูแลตนเองในวาระสุดท้าย)
ข้อเสนอ:
→ รัฐควรบรรจุการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในนโยบายหลักประกันสุขภาพ
→ ส่งเสริมให้ รพ.ชุมชน-อสม. มีบทบาทร่วมดูแลผู้ป่วยแบบ palliative home care
─────────────────────
❸ ชี้นำอุดมการณ์ของ “การมีชีวิตเพื่อผู้อื่น” และเพื่อสังคมอย่างไร
- Elisabeth Kübler-Ross เห็นว่าความหมายของชีวิตคือ “การได้ช่วยให้ผู้อื่นมีชีวิตที่มีความหมาย” แม้ในวาระสุดท้าย
- เธออุทิศชีวิตให้แก่ผู้ป่วย ผู้กำลังจะตาย เด็กที่ป่วยเรื้อรัง และแม้แต่คนที่ถูกลืมในสังคม (เช่น คนไข้ HIV ในยุคแรก)
- เธอเชื่อว่า การใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่นมิใช่การเสียสละ แต่คือ “การเชื่อมต่อกับความเป็นมนุษย์ของตนเองอย่างลึกซึ้ง”
บทเรียน:
→ มนุษย์เติบโตเมื่อได้ดูแลผู้อื่น ด้วยความรักโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน
→ การช่วยผู้อื่นในยามเปราะบาง คือการช่วยเราให้ค้นพบตัวเอง
─────────────────────
❹ การประยุกต์สู่ระบบการศึกษาหรือการเรียนรู้ของไทย
หนังสือเล่มนี้สามารถเป็น "ครูเงียบ" ในระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะในการ:
▪ บูรณาการความตายกับการเรียนรู้:
- ใช้เป็นต้นแบบในรายวิชามนุษยศาสตร์ จริยธรรมทางการแพทย์ หรือพลเมืองศึกษา
- เปิดพื้นที่สนทนาเรื่อง “ชีวิต ความตาย ความรัก และความหมาย” โดยไม่ต้องหวือหวา
- ส่งเสริมแนวคิด Death Education ในโรงเรียน เช่น การสะท้อนความกลัว ความคาดหวัง และการให้อภัย
▪ เสริมสร้างหัวใจแห่งการเรียนรู้:
- ใช้หนังสือเพื่อปลุกจิตสำนึกเรื่องความเมตตา (compassion), การฟังอย่างลึก, การยอมรับความเปราะบางของมนุษย์
─────────────────────
❺ การเตรียมเยาวชนเข้าสู่วิชาชีพสุขภาพ
แนวคิดจากหนังสือนี้สามารถนำไปใช้ในหลักสูตรการแพทย์ พยาบาล เภสัช และสหวิชาชีพ เพื่อเตรียมคนเข้าสู่วิชาชีพสุขภาพที่มีความลึก ดังนี้:
| แนวคิดจากหนังสือ | การประยุกต์ในหลักสูตรวิชาชีพสุขภาพ |
|---|---|
| 1. ความตายเป็นครูชีวิต | จัดรายวิชา หรือช่วงฝึกอบรมเกี่ยวกับ end-of-life care แบบมีการสะท้อน (reflection session) |
| 2. ฟังผู้ป่วยด้วยหัวใจ | ฝึกทักษะ “การฟังอย่างลึก” และการอยู่กับความทุกข์ของผู้ป่วย |
| 3. ผู้ดูแลก็ต้องดูแลตนเอง | สอน self-care และการจัดการภาวะหมดไฟ (burnout) |
| 4. คุณค่าของมนุษย์ | ใช้การเรียนรู้จากเคสจริง หรือเรื่องเล่าผู้ป่วยเพื่อพัฒนาทัศนคติแบบมนุษยนิยม |
ผลลัพธ์:
→ เยาวชนจะไม่เห็นคนไข้เป็น “โรค” แต่เห็นเป็น “มนุษย์”
→ สร้างผู้ประกอบวิชาชีพที่มี “ปัญญาในหัวใจ” ไม่ใช่เพียงทักษะทางคลินิก
─────────────────────
บทสรุป
หนังสือ The Wheel of Life คือคบเพลิงแห่งปัญญา ที่ส่องให้เราเห็นว่า:
- การเรียนรู้เรื่องความตาย คือการเรียนรู้ที่จะมีชีวิต
- การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย คือการดูแลมนุษย์ในจุดเปราะบางที่สุด
- วิชาชีพสุขภาพคือ “วิชาชีพแห่งความรัก” ที่ต้องการทั้งหัวใจและปัญญา”
DeepSeek :
“หนังสือ **"วงล้อแห่งชีวิต: บันทึกความทรงจำของการมีชีวิตกับการตาย"** (The Wheel of Life: A Memoir of Living and Dying) โดย **Elisabeth Kübler-Ross, MD.** แปลโดย **วิภาดา กิตติโกวิท** เป็นงานคลาสสิกที่ปฏิวัติแนวคิดเรื่องความตายและการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย หนังสือนี้ส่งผลลึกซึ้งต่อวงการสุขภาพ สังคม และการศึกษา ดังนี้:
---
### 1. **การนำสู่การให้ความสำคัญต่อ "การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย" (End-of-Life Care)**
- **เปลี่ยนกระบวนทัศน์เรื่องความตาย:** Kübler-Ross เสนอว่า "ความตาย" ไม่ใช่ความล้มเหลวทางการแพทย์ แต่เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ควรให้เกียรติ ทำให้วงการแพทย์หันมาใส่ใจ **คุณภาพชีวิต** แทนการยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
- **ทฤษฎี 5 ขั้นตอนการรับมือกับความตาย (DABDA):**
- การปฏิเสธ (Denial)
- ความโกรธ (Anger)
- การต่อรอง (Bargaining)
- ภาวะซึมเศร้า (Depression)
- การยอมรับ (Acceptance)
ช่วยให้บุคลากรสุขภาพเข้าใจจิตใจผู้ป่วย นำไปสู่การดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) ที่รวม **กาย ใจ จิตวิญญาณ และสังคม**
---
### 2. **การประยุกต์ใช้ในวงการสุขภาพไทยและสังคมไทย**
- **ระบบสุขภาพ:**
- **การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care):** หน่วยงานเช่น ศูนย์ดูแลประคับประคอง (Hospice) ในโรงพยาบาลชั้นนำ (เช่น มหิดล ศิริราช ราชวิถี) นำแนวคิดของ Kübler-Ross มาใช้ เพื่อลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยและครอบครัว
- **การอบรมบุคลากร:** มีหลักสูตรฝึกทักษะการสื่อสารเรื่องความตาย การดูแลจิตใจผู้ป่วย และการสนับสนุนครอบครัว โดยอิงแนวคิด "การฟังอย่างลึกซึ้ง" และ "การอยู่กับความเปราะบาง"
- **นโยบายระดับชาติ:** กระทรวงสาธารณสุขบรรจุ "การดูแลประคับประคอง" ในแผนสุขภาพแห่งชาติ และส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วม (เช่น โครงการ "บ้านประคับประคอง")
- **สังคมไทย:**
- **ลดการตีตราความตาย:** ส่งเสริมการพูดคุยเรื่องความตายอย่างเปิดเผยผ่านกิจกรรม "Before I Die" หรือเวิร์กช็อป "การเตรียมตัวสู่ความตายอย่างสงบ"
- **บูรณาการกับพุทธธรรม:** แนวคิด "การตายอย่างมีสติ" ของ Kübler-Ross สอดคล้องกับหลักพุทธเรื่อง "มรณานุสสติ" เกิดโครงการเช่น "โรงเรียนผู้สูงอายุ" และ "ศูนย์ฝึกสติใกล้ตาย"
- **ศิลปะและสื่อ:** มีละคร/สารคดีที่สะท้อนความสำคัญของการดูแลระยะสุดท้าย (เช่น ซีรีส์ "ด้วยรักและหวัง")
---
### 3. **ชี้นำอุดมการณ์ "การมีชีวิตเพื่อผู้อื่นและสังคม"**
- **การเห็นคุณค่าของ "การให้บริการ" (Service):** หนังสือเน้นว่า **การดูแลผู้ใกล้ตายคือบทเรียนแห่งความรักและการให้โดยไม่หวังผลตอบแทน** สอดคล้องกับอุดมการณ์ "บำเพ็ญตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน" ในวิชาชีพสุขภาพ
- **การเปลี่ยนมุมมองต่อความทุกข์:** การเผชิญความเปราะบางของผู้ป่วยสอนให้เห็นว่า **"ความหมายของชีวิต" อยู่ที่การเชื่อมโยงกับผู้อื่น** ไม่ใช่ความสำเร็จส่วนตัว
- **แรงบันดาลใจในการทำงานสังคม:** เกิดกลุ่มอาสาดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (เช่น มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, มูลนิธิโรงพยาบาลพระอาจารย์ฝั้น) ที่ทำงานด้วยจิตอาสา
---
### 4. **การประยุกต์สู่ระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะการเตรียมเยาวชนสู่วิชาชีพสุขภาพ**
- **หลักสูตรการศึกษาสาขาสุขภาพ:**
- **เพิ่มวิชา "Death Education":** ศึกษาทฤษฎี Kübler-Ross, การสื่อสารเรื่องความตาย และจริยธรรมการดูแลระยะสุดท้าย ในคณะแพทยศาสตร์/พยาบาลศาสตร์
- **การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง:** นำนักศึกษาไปฝึกที่หน่วย palliative care หรือ hospices เพื่อสัมผัสความทุกข์ของผู้ป่วยและครอบครัว
- **การใช้กรณีศึกษา (Case Studies):** วิเคราะห์สถานการณ์จริงที่ต้องตัดสินใจเชิงจริยธรรม เช่น การยุติการรักษาที่ไม่ก่อประโยชน์ (Futile Treatment)
- **การศึกษาทั่วไป (ระดับมัธยม/อุดมศึกษา):**
- **บูรณาการในวิชาสังคมศึกษา/ศาสนา:** สอนให้เข้าใจความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ผ่านกิจกรรม "เขียนพินัยกรรมชีวิต" หรือ "บทสนทนากับครอบครัวเรื่องความตาย"
- **กิจกรรมสร้างทักษะชีวิต:** เวิร์กช็อปการรับมือกับการสูญเสีย (Grief Management) และการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (EQ)
- **ส่งเสริมจิตสาธารณะ:** โครงการเยี่ยมผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยเรื้อรัง ในชุมชน เพื่อฝึก "การให้" โดยไม่หวังผลตอบแทน
- **ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ:**
- **โรงเรียนแพทย์:** มหาวิทยาลัยขอนแก่น มี "โครงการมนุษย์สัมพันธ์ในวิชาชีพแพทย์" ที่ให้นักศึกษาเรียนรู้จากผู้ป่วยระยะสุดท้าย
- **โรงเรียนพยาบาล:** สถาบันพระบรมราชชนก ฝึกให้นักศึกษาออกแบบแผนดูแลผู้ป่วยโดยคำนึงถึงความต้องการด้านจิตวิญญาณ
- **การศึกษาขั้นพื้นฐาน:** โรงเรียนบางแห่งจัด "ค่ายชีวิตและความตาย" ร่วมกับวัดหรือโรงพยาบาลชุมชน
---
### 5. **ความท้าทายและข้อเสนอแนะสำหรับไทย**
- **ความท้าทาย:**
- วัฒนธรรมการ "หลีกเลี่ยงการพูดถึงความตาย"
- ระบบสุขภาพเน้นการรักษาเชิงเทคนิคมากกว่าด้านจิตใจ
- การเข้าถึงบริการ palliative care ในพื้นที่ห่างไกลยังจำกัด
- **ข้อเสนอแนะ:**
- ผลักดันนโยบาย "การตายดี" (Good Death) เป็นวาระแห่งชาติ
- สร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้าน palliative care ร่วมกับชุมชน
- ผลิตสื่อสร้างสรรค์เพื่อเปลี่ยนทัศนคติสังคม (เช่น การ์ตูน อินโฟกราฟิก)
- กำหนดให้มี "วิชาความตายศึกษา" ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน
---
สรุป
หนังสือ ‘วงล้อแห่งชีวิต’ ไม่เพียงเปลี่ยนวิธีดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายในไทย แต่ยังท้าทายให้สังคมทบทวน ‘ความหมายของการมีชีวิต’ โดยการประยุกต์ใช้อย่างจริงจังในระบบสุขภาพและการศึกษา จะช่วยสร้าง ‘บุคลากรสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์’ และ ‘สังคมที่เข้าใจว่าคุณค่าชีวิตอยู่ที่การให้ไม่สิ้นสุด’ แม้ในวาระสุดท้าย
‘การเตรียมตัวตาย คือ การเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอย่างเต็มเปี่ยมที่สุด’ — Elisabeth Kübler-Ross”
ชีวิตผมมีบุญ ที่ได้เข้าสู่วิชาชีพสุขภาพ “วิชาชีพแห่งความรัก” ที่ต้องการทั้งหัวใจและปัญญา
ผมได้เคยแนะนำหนังสือเล่มนี้ ไว้ที่ (๑)
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ค. ๖๘