หนังสือเล่มใหม่ที่มุ่งเป้าผู้อ่านทั่วไปนำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจว่า “สัญชาตญาณ” หรือความรู้สึกวูบไหวในตัวเราที่บอกว่า “บางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น” นั้นไม่ใช่ปรากฏการณ์ลึกลับ แต่เป็นกลไกทางชีววิทยาอย่างหนึ่งในการคาดการณ์อนาคต ร่างกายอาจรับรู้สัญญาณเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วก่อนที่เหตุการณ์ภายนอกจะปรากฏขึ้นจริง ทำให้เรารู้สึกราวกับว่า “มองเห็นอนาคต” ได้ แนวคิดนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างหลักการทางประสาทวิทยาศาสตร์กระแสหลัก (เช่น แบบจำลองสมองเชิงทำนายและการรับรู้ภายในร่างกาย) งานทดลองที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงเกี่ยวกับ “Presentiment” หรือการตอบสนองทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์จริง และคำแนะนำทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานที่บอกให้เรา “ฟังเสียงร่างกาย” สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สงสัยว่าควรเชื่อความปั่นป่วนในท้องหรือความรู้สึกหวาดกลัวที่เกิดขึ้นฉับพลันหรือไม่ คำตอบสั้น ๆ คือ บางครั้งร่างกายสามารถให้ข้อมูลล่วงหน้าที่เป็นประโยชน์ได้ ทว่างานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ยังคงซับซ้อนและเป็นที่ถกเถียง อีกทั้งความวิตกกังวลก็สามารถเลียนแบบสัญชาตญาณได้เช่นกัน (ข้อมูลเพิ่มเติมจาก The Times).
แนวคิดนี้นับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจนำมาซึ่งประโยชน์ในทางปฏิบัติมากมาย เช่น ช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น ตรวจจับอันตรายได้รวดเร็วขึ้น และส่งเสริมสุขภาพจิตให้ดีขึ้นได้ หากเราเรียนรู้ที่จะแยกแยะสัญญาณที่เป็นประโยชน์จากความกังวลที่ไร้สาระ ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาอธิบายว่าสมองของเราคาดการณ์ความรู้สึกที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา รวมถึงการรับรู้ภายในร่างกาย (Interoception) เพื่อควบคุมอุณหภูมิ อัตราการเต้นของหัวใจ และการให้ความสนใจ ในขณะเดียวกัน ผู้ปฏิบัติงานคลินิกก็กังวลว่าการเฝ้าสังเกตร่างกายมากเกินไปอาจกระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลเพิ่มขึ้น สำหรับผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุขในประเทศไทย ที่ปรึกษาโรงเรียน และผู้ดูแลครอบครัว ย่อมต้องการทราบว่าเมื่อใดควรส่งเสริมการใส่ใจร่างกายแบบมีสติ และเมื่อใดควรส่งต่อผู้ป่วยเพื่อรับการรักษาจากผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะพิจารณาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังข้ออ้างในหนังสือเล่มใหม่ งานทดลองในห้องปฏิบัติการที่ก่อให้เกิดการถกเถียง มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และคำแนะนำที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านชาวไทยในการใช้สัญญาณจากร่างกายอย่างปลอดภัย
ประสาทวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มอบกรอบความคิดที่ชัดเจนว่าเหตุใดร่างกายจึงอาจให้ความรู้สึกราวกับได้ทำนายอนาคต สมองไม่ใช่ผู้รับข้อมูลแบบเฉยเมย แต่จะสร้างการคาดการณ์เกี่ยวกับข้อมูลประสาทสัมผัสที่กำลังเข้ามา และจะปรับปรุงการคาดการณ์นั้นเมื่อเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดคิด แบบจำลองการประมวลผลเชิงทำนายนี้ได้ขยายไปสู่การรับรู้ภายในร่างกาย (Interoception) ซึ่งทำให้ความรู้สึกและแรงจูงใจถูกมองว่าเป็นการ “คาดเดาที่ดีที่สุด” ของสมองเกี่ยวกับความต้องการของร่างกายและสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แนวคิดชั้นนำเรียกกระบวนการนี้ว่า “การคาดการณ์จากภายในร่างกาย” หรือ “Active Interoceptive Inference” และอธิบายว่าเป็นเหตุผลว่าทำไมความรู้สึกที่เกิดขึ้นในช่องท้องมักจะมาก่อนและส่งอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเรา (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคาดการณ์จากภายในร่างกายและสมองแห่งอารมณ์).
อีกแนวทางการวิจัยหนึ่งได้ทดสอบข้อกล่าวอ้างที่น่าสนใจยิ่งกว่า นั่นคือ สัญญาณทางสรีรวิทยาอาจเปลี่ยนแปลงไปก่อนเหตุการณ์ภายนอกที่เกิดขึ้นจริงและเป็นแบบสุ่ม ซึ่งปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “Presentiment” หรือ “Predictive Anticipatory Activity (PAA)” การวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) ของงานทดลองในห้องปฏิบัติการได้รายงานความแตกต่างเล็กน้อยแต่มีนัยสำคัญทางสถิติของตัวชี้วัด เช่น การนำไฟฟ้าของผิวหนัง อัตราการเต้นของหัวใจ ขนาดรูม่านตา และรูปแบบคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) ที่เกิดขึ้นก่อนสิ่งเร้าทางอารมณ์ เมื่อเทียบกับสิ่งเร้าทั่วไป การวิเคราะห์แบบรวมในช่วงแรกสรุปว่ามีผลลัพธ์ที่น่าสนใจและควรศึกษาเพิ่มเติม (เมตาอะนาลิซิส: การทำนายการตอบสนองทางสรีรวิทยาก่อนสิ่งเร้าที่ดูเหมือนไม่คาดคิด; และบทวิจารณ์ต้นฉบับ) และการศึกษาเพิ่มเติมในภายหลังก็พบหลักฐานจากชุดการทดลองที่กว้างขึ้น (การอัปเดตเกี่ยวกับ PAA).
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านักวิทยาศาสตร์ทุกคนยอมรับว่าเป็นหลักฐานที่แสดงว่าร่างกายสามารถ “หยั่งรู้อนาคต” ได้ ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงด้านระเบียบวิธีวิจัย เช่น ขนาดของผลลัพธ์ที่ยังคงเล็ก ความเป็นไปได้ที่จะมีอคติจากการรายงานเฉพาะผลลัพธ์ที่สำเร็จ (File-drawer bias) การเลือกวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลที่อาจเพิ่มโอกาสเกิดผลบวกปลอม (False positives) และความยากในการกำจัดปัจจัยเล็ก ๆ หรือความคาดหวังที่อาจส่งผลต่อการทดลองได้อย่างสมบูรณ์ บทวิจารณ์เชิงวิพากษ์อิสระได้สรุปว่า แม้การทดลองบางชิ้นจะน่าสนใจ แต่สาขาวิชานี้ยังต้องการการทดลองยืนยันขนาดใหญ่ที่ลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registered) และมีการควบคุมอย่างเข้มงวดเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมในการทดลอง (การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: ทำนายสิ่งที่ไม่คาดคิด) ความกังวลเกี่ยวกับความยืดหยุ่นในการวิเคราะห์ของนักวิจัยที่ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสก็เป็นประเด็นที่เน้นย้ำในวงการจิตวิทยาและประสาทวิทยาโดยรวม ไม่ได้จำเพาะเจาะจงเฉพาะงานวิจัยเกี่ยวกับ Presentiment เท่านั้น (จิตวิทยาผิดพลาดเชิงสถิติ).
ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับรู้ภายในร่างกายและอารมณ์ได้ให้ข้อสังเกตที่สำคัญสำหรับผู้อ่านชาวไทย เมื่อพิจารณาว่าสัญญาณใดจากร่างกายที่น่าเชื่อถือ หากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายสอดคล้องกับรูปแบบที่ระบุได้ เช่น กลิ่นควัน การเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นเมื่อต้องข้ามสะพานแคบ ๆ หรือสัญชาตญาณที่บอกให้ถอยห่างจากคนที่ดูไม่น่าไว้ใจ ก็เป็นไปได้ว่าสมองกำลังประมวลผลประสบการณ์ในอดีตผสมผสานกับเบาะแสภายนอกหรือภายในที่ละเอียดอ่อน เพื่อทำการคาดการณ์และปรับตัวอย่างรวดเร็ว นี่คือรูปแบบของสัญชาตญาณที่มีหลักฐานรองรับและถูกเน้นย้ำในทฤษฎีอารมณ์ที่สร้างขึ้นและการประมวลผลเชิงทำนาย (ทฤษฎีอารมณ์ที่สร้างขึ้น). ในทางตรงกันข้าม สัญญาณทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นเองแบบสุ่มซึ่งดูเหมือนจะทำนายภาพสุ่มในห้องทดลอง หรือการเฝ้าสังเกตร่างกายอย่างต่อเนื่องจนนำไปสู่ความคิดหายนะ ถือเป็นสองกลุ่มที่แตกต่างกัน กลุ่มแรกยังคงเป็นเรื่องถกเถียงและยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความสามารถทั่วไป ในขณะที่กลุ่มหลังเป็นอาการหลักของความผิดปกติทางวิตกกังวลและจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ (การรับรู้ภายในร่างกายและสุขภาพจิต: แผนที่แนวทาง).
คำกล่าวจากนักวิจัยสะท้อนให้เห็นทั้งความตื่นเต้นและความระมัดระวัง นักทฤษฎีที่มีอิทธิพลท่านหนึ่งได้เขียนไว้ว่า สัญญาณจากร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของแบบจำลองภายในของสมอง และมีอิทธิพลต่อการรับรู้และอารมณ์ จึงเชิญชวนให้เรา “ฟังเสียงร่างกายในฐานะส่วนหนึ่งของกลไกการคาดการณ์ของสมอง” (การคาดการณ์จากภายในร่างกายและสมองแห่งอารมณ์) ในขณะที่ผู้เขียนบทวิจารณ์เชิงวิพากษ์ย้ำว่า การทดลอง Presentiment “ต้องมีการศึกษาแบบลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อยืนยัน” และขจัดความกังวลเรื่องความยืดหยุ่นในการวิเคราะห์และอคติในการตีพิมพ์ผลงาน (การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: ทำนายสิ่งที่ไม่คาดคิด).
แล้วเรื่องนี้มีความหมายอย่างไรสำหรับประเทศไทย? ประการแรก การใส่ใจร่างกายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว การฝึกสติแบบพุทธที่สอนในวัดและโรงเรียนเน้นการสังเกตลมหายใจ ท่าทาง และความรู้สึก ซึ่งเป็นทักษะที่สอดคล้องกับการฝึก Interoceptive ที่มีหลักฐานรองรับและถูกนำไปใช้ในการบำบัดและลดความเครียด นอกจากนี้ ลักษณะการดูแลกันแบบครอบครัวและการให้ความเคารพผู้สูงอายุในสังคมไทย ยังหมายความว่าสัญญาณหรือข้อสังเกตที่มาจากผู้สูงอายุหรือญาติผู้ใหญ่ มักจะได้รับการรับฟังและปฏิบัติตามอย่างรวดเร็ว การใช้จุดแข็งทางวัฒนธรรมนี้อย่างถูกวิธีอาจช่วยให้ตรวจพบโรคได้เร็วขึ้น หากผู้ดูแลเรียนรู้ที่จะแยกแยะสัญญาณที่ปรับตัวได้ออกจากความวิตกกังวล ในระดับประชากร ประเทศไทยเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพจิตอย่างมาก การวิเคราะห์ล่าสุดชี้ว่าความผิดปกติทางวิตกกังวลเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่พบมากที่สุดในประเทศและภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ตอนต้นและวัยรุ่น (รูปแบบเชิงพื้นที่-เวลาและการกระจุกตัวของความผิดปกติทางจิตในประเทศไทย; รายงานประเทศของ UNICEF) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ความรู้สึกปกติทางร่างกายจะถูกตีความผิดเป็นลางร้ายและนำไปสู่ความทุกข์ที่เพิ่มขึ้น
ระบบสาธารณสุขของไทยสามารถนำแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ได้จริง คลินิกปฐมภูมิ โครงการสุขภาพในโรงเรียน และอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน (อสม.) สามารถสอนทักษะ Interoceptive พื้นฐาน เช่น การสแกนร่างกายสั้น ๆ ในแต่ละวัน การฝึกลมหายใจอย่างมีสติเป็นเวลา 10 นาที และการเรียนรู้ที่จะระบุความรู้สึกต่าง ๆ (เช่น หน้าอกตึง ใจสั่น หรือรู้สึกอบอุ่น) โดยไม่ตีความไปในทางหายนะ นักจิตวิทยาและจิตแพทย์สามารถเพิ่มโมดูลการฝึก Interoceptive สั้น ๆ ในการบำบัดด้วยความรู้ความเข้าใจและพฤติกรรม (CBT) สำหรับผู้ที่มีอาการวิตกกังวล เนื่องจากหลักฐานชี้ว่าความแม่นยำในการรับรู้ภายในร่างกายที่ดีขึ้นสามารถช่วยลดอาการตื่นตระหนกและปรับปรุงการจัดการอารมณ์ให้ดีขึ้นได้ (การรับรู้ภายในร่างกายและสุขภาพจิต: แผนที่แนวทาง) ในขณะเดียวกัน ผู้ให้ความรู้ด้านสุขภาพควรย้ำเตือนว่าทุกความรู้สึกไม่ใช่สัญญาณทำนายอนาคตเสมอไป ความกังวลที่เรื้อรังหรือส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันควรได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ และการตัดสินใจที่มีผลกระทบสูงไม่ควรอาศัยเพียงความรู้สึกวูบเดียว องค์การอนามัยโลกแนะนำให้บูรณาการความรู้ด้านสุขภาพจิตเข้ากับหลักสูตรในโรงเรียน ซึ่งเป็นช่องทางที่ชัดเจนในการสอนการใส่ใจร่างกายอย่างมีสุขภาพดีควบคู่ไปกับการลดความเครียด (ข้อมูลด้านสุขภาพจิตจาก WHO).
ยังมีบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ซึ่งส่งผลต่อการรับรู้ข้อความในลักษณะนี้ พระพุทธศาสนาและแพทย์แผนไทยสนับสนุนการมีสติและการสังเกตตนเองว่าเป็นหนทางสู่ปัญญา พระสงฆ์และหมอพื้นบ้านมักแนะนำให้สังเกตสัญญาณจากร่างกาย มรดกทางวัฒนธรรมนี้ทำให้คนไทยเปิดรับการแทรกแซงที่เชื่อมโยงการฝึก Interoceptive เข้ากับประเพณีดั้งเดิมได้ง่ายกว่าการนำเสนอในรูปแบบการแพทย์ตะวันตกเพียงอย่างเดียว ในขณะเดียวกัน การเคารพต่อผู้มีอำนาจอาจทำให้การถกเถียงสาธารณะเกี่ยวกับข้ออ้างทางวิทยาศาสตร์ที่ยังขัดแย้งกัน เช่น Presentiment เป็นไปอย่างเชื่องช้า ผู้อ่านชาวไทยจึงจะได้ประโยชน์จากการนำเสนอข้อมูลที่สมดุลและรอบคอบ มากกว่าการให้คำมั่นสัญญาเกินจริงว่าร่างกายสามารถ “มองเห็นอนาคต” ได้ สำหรับครอบครัวไทยซึ่งมักจะตัดสินใจเรื่องสุขภาพร่วมกัน ควรได้รับการกระตุ้นให้ใช้สัญญาณจากร่างกายเป็นเพียงข้อมูลประกอบส่วนหนึ่ง ไม่ใช่หลักฐานชี้ขาดถึงอันตรายหรือโชคชะตา
อนาคตของงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในด้านนี้จะก้าวไปในสองทิศทางหลัก ทางด้านประสาทวิทยาศาสตร์จะยังคงปรับปรุงแบบจำลองว่าการคาดการณ์เกี่ยวกับสภาพภายในร่างกายส่งผลต่อการรับรู้และการตัดสินใจอย่างไรต่อไป และงานทดลองทางคลินิกจะทดสอบว่าการฝึก Interoceptive สามารถลดอาการวิตกกังวลในโรงเรียนและโรงพยาบาลได้หรือไม่ อีกด้านหนึ่ง งานวิจัยที่ท้าทายจะตอบสนองต่อข้อวิจารณ์ด้านระเบียบวิธี โดยทำการทดลองแบบครั้งเดียวที่ลงทะเบียนล่วงหน้าอย่างเข้มงวด ใช้การสุ่มจริง และขยายขนาดตัวอย่างเพื่อตรวจสอบว่าตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาที่ตรวจวัดได้สามารถทำนายผลลัพธ์ล่วงหน้าได้อย่างน่าเชื่อถือหรือไม่ (การอัปเดตเกี่ยวกับ PAA) หากพบหลักฐานที่แข็งแกร่งว่าตัวชี้วัดทางสรีรวิทยาเฉพาะบางอย่างสามารถทำนายเหตุการณ์บางอย่างล่วงหน้าได้แม้เพียงไม่กี่วินาทีภายใต้สภาวะที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวด ก็อาจท้าทายสมมติฐานเชิงสาเหตุในชีววิทยาและฟิสิกส์ได้ อย่างไรก็ตาม จนกว่าจะถึงตอนนั้น ท่าทีที่เหมาะสมคือการตรวจสอบด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ยังคงความระมัดระวัง (การวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: ทำนายสิ่งที่ไม่คาดคิด).
สำหรับชุมชนและบริการสุขภาพในประเทศไทย นี่คือคำแนะนำเชิงปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์:
- ส่งเสริมการใส่ใจร่างกายแบบมีสติเป็นทักษะสาธารณสุข: จัดการฝึกอบรมสั้น ๆ ที่ปรับให้เหมาะกับวัฒนธรรม เช่น การทำสแกนร่างกายสั้น ๆ วันละครั้ง หรือการฝึกลมหายใจอย่างมีสติเป็นเวลา 10 นาที ในวัด โรงเรียน และคลินิกปฐมภูมิ เพื่อช่วยปรับการควบคุมอารมณ์และลดความเครียด
- สอนความแตกต่างระหว่างสัญชาตญาณที่ช่วยปรับตัวได้กับความวิตกกังวลทางพยาธิวิทยา: ใช้เครื่องมือคัดกรองง่าย ๆ ในสถานพยาบาลปฐมภูมิเพื่อแยกผู้ที่ต้องการการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญ
- สนับสนุนงานวิจัยแบบลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registered) ที่ดำเนินการในประเทศร่วมกับห้องปฏิบัติการนานาชาติ: การมีหลักฐานที่ได้จากการวิจัยในบริบทท้องถิ่นจะช่วยให้การนำไปใช้เชิงนโยบายมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
- หลีกเลี่ยงการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงต่อสาธารณะ: ไม่ควรนำเสนอสัญชาตญาณว่าเป็นวิธีที่เชื่อถือได้สำหรับการตัดสินใจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การรักษาทางการแพทย์ หรือการลงทุนทางการเงิน
- ประสานรวมการปฏิบัติแบบดั้งเดิมเข้ากับจิตบำบัดสมัยใหม่: ผสมผสานการทำสมาธิโดยเน้นการสังเกตลมหายใจเข้ากับการบำบัดทางพฤติกรรม เพื่อให้การบำบัดสามารถเข้ากับค่านิยมและบริบทการดูแลของครอบครัวได้ง่ายขึ้น
หนังสือเล่มใหม่และกระแสสื่อที่ตามมาได้จุดชนวนการถกเถียงเก่าขึ้นอีกครั้ง นั่นคือ สัญชาตญาณเป็นทักษะทางชีววิทยาโบราณที่เราควรเชื่อใจ หรือเป็นเพียงแนวคิดที่ก้าวหน้าเกินกว่าหลักฐานที่มีอยู่? ประสาทวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลที่แข็งแกร่งว่าเราควรให้ความสำคัญกับสัญญาณจากร่างกายเมื่อสัญญาณนั้นมาจากรูปแบบที่สมองสามารถคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล ส่วนงานทดลอง Presentiment ในห้องปฏิบัติการให้ผลลัพธ์ที่น่าคิดและไม่ควรมองข้าม ทว่าปัญหาด้านระเบียบวิธีวิจัยหมายความว่าผลเหล่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณสุข สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข้อสรุปที่สมดุลคือ ควรเรียนรู้ที่จะสังเกตร่างกายโดยไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นครอบงำ ใช้การใส่ใจร่างกายเพื่อปรับการจดจ่อ ความปลอดภัย และความสมดุลทางอารมณ์ แต่เมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกกลายเป็นเรื้อรัง สร้างความทุกข์ หรือผลักดันให้ตัดสินใจที่เป็นอันตราย ควรขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ แทนที่จะสันนิษฐานว่าร่างกายกำลังส่งคำทำนายที่ไม่มีทางผิดพลาด
- รีวิวหนังสือใน The Times – How your body predicts the future
- บทความ: การคาดการณ์จากภายในร่างกายและสมองแห่งอารมณ์ – Active interoceptive inference and the emotional brain
- บทความ: ทฤษฎีอารมณ์ที่สร้างขึ้น – Theory of constructed emotion: an active inference account
- เมตาอะนาลิซิส: การทำนายการตอบสนองทางสรีรวิทยาก่อนสิ่งเร้าที่ดูเหมือนไม่คาดคิด
- การอัปเดตเกี่ยวกับ Predictive physiological anticipatory activity – An update
- บทวิเคราะห์เชิงวิพากษ์: ทำนายสิ่งที่ไม่คาดคิด
- จิตวิทยาผิดพลาดเชิงสถิติ – False-positive psychology
- การรับรู้ภายในร่างกายและสุขภาพจิต: แผนที่แนวทาง
- รูปแบบเชิงพื้นที่-เวลาและการกระจุกตัวของความผิดปกติทางจิตในประเทศไทย
- ข้อมูลด้านสุขภาพจิตจาก WHO