กรุงเทพมหานคร เมืองที่เคยได้รับสมญานาม “เวนิสตะวันออก” จากโครงข่ายคูคลองที่สลับซับซ้อน ปัจจุบันกลับต้องเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมรุนแรงและปัญหาแผ่นดินทรุด จนกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญระดับโลกของมหานครที่ต้องดิ้นรนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่แทนที่จะพึ่งพากำแพงคอนกรีตและระบบท่อระบายน้ำแบบเดิมๆ เมืองหลวงของไทยกำลังเดิมพันกับแนวทางใหม่ที่เรียกว่า “สวนฟองน้ำ” ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวสาธารณะที่ออกแบบมาเพื่อซับน้ำ กักเก็บ และค่อยๆ ระบายออก เป็นการเปลี่ยนมุมมองให้คนเมืองได้อยู่ร่วมกับน้ำ แทนที่จะต่อสู้หรือพยายามเอาชนะธรรมชาติ
บทเรียนจากวิกฤต สู่จุดเปลี่ยนนวัตกรรมสวนกลางกรุง
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเติบโตอย่างรวดเร็วของกรุงเทพฯ แม้จะนำมาซึ่งความเจริญ แต่ก็สร้างปัญหาใหญ่หลวงตามมาเช่นกัน เมื่อถนน ตึกระฟ้า และห้างสรรพสินค้า เข้ามาแทนที่พื้นที่ลุ่มและเรือกสวนไร่นา จนแทบไม่เหลือที่ว่างให้พื้นดินได้ซับน้ำ ทำให้เกราะป้องกันน้ำท่วมตามธรรมชาติของเมืองค่อยๆ เลือนหายไป เหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า ๘๐๐ ราย และสร้างความเสียหายมหาศาล คือบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้สังคมไทยต้องตื่นตัวและมองหาทางออกใหม่ที่ทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทของประเทศ โครงการนำร่องอย่าง “อุทยาน ๑๐๐ ปี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และ “สวนป่าเบญจกิติ” ได้สร้างชื่อเสียงและดึงดูดความสนใจจากทั้งในและต่างประเทศ โดยภาครัฐตั้งเป้าหมายที่จะสร้างสวนลักษณะนี้ให้ได้อีก ๕๐๐ แห่งภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๙ (Mongabay, World Economic Forum)
กรุงเทพฯ ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงไม่กี่เมตร และธนาคารโลกได้ประเมินว่า ๔๐% ของพื้นที่เมืองอาจจมอยู่ใต้น้ำภายในปี พ.ศ. ๒๕๗๓ โครงสร้างพื้นฐานดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นท่อระบายน้ำ คูคลอง หรือเขื่อน ไม่สามารถรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในเวลาอันสั้นได้อีกต่อไป ประกอบกับปัญหาแผ่นดินทรุดจากการสูบน้ำบาดาลและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ยิ่งทำให้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นทวีคูณ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งในระดับครัวเรือน ชุมชน เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม
“สวนฟองน้ำ”: พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
แนวคิดของสวนฟองน้ำ หรือที่เรียกว่า “สวนสาธารณะที่ยอมให้น้ำท่วมได้” (Floodable Park) คือการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้สามารถรองรับน้ำฝน กักเก็บน้ำไว้ชั่วคราวเพื่อชะลอการไหล และกรองน้ำให้สะอาด ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยกลับสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือนำไปใช้ในระบบรดน้ำต้นไม้เมื่อฝนหยุดตก สวนเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากความลาดชัน พื้นที่ชุ่มน้ำ บ่อหน่วงน้ำใต้ดิน และพืชพรรณท้องถิ่นที่ทนน้ำ เพื่อเป็นการจำลองระบบนิเวศดั้งเดิมของกรุงเทพฯ ที่เคยจัดการน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งช่วยลดภาระของระบบระบายน้ำที่มีอยู่เดิม และป้องกันปัญหาน้ำท่วมขังบนถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ActiveSustainability, Thai-German Cooperation)
ตัวอย่างเช่น “อุทยาน ๑๐๐ ปี จุฬาฯ” ซึ่งมีพื้นที่ราว ๑๑ ไร่ สามารถกักเก็บน้ำฝนได้มากถึง ๓.๘ ล้านลิตร และยังสามารถนำน้ำที่เก็บไว้มาใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง หรือช่วยคลายความร้อนให้กับเมืองได้อีกด้วย (World Economic Forum)
“สวนป่าเบญจกิติ”: ปอดแห่งใหม่ของเมืองใหญ่
“สวนป่าเบญจกิติ” ซึ่งเปิดให้บริการเต็มรูปแบบเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ บนที่ดินเดิมของโรงงานยาสูบ ได้กลายเป็นโอเอซิสสีเขียวขนาดใหญ่ใจกลางกรุงกว่า ๒๕๐ ไร่ (๔๑ เฮกตาร์) ภายในสวนประกอบด้วยเนินดิน ทางน้ำ และพื้นที่ชุ่มน้ำที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับน้ำฝนได้มากถึง ๘๗ ล้านลิตร นอกจากนี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของนกกว่า ๙๐ สายพันธุ์ ช่วยกรองมลพิษทางอากาศ และทำหน้าที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมไปในตัว (Mongabay) และยังมีแผนที่จะสร้าง “ป่าในเมือง” แห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิมให้แล้วเสร็จก่อนสิ้นปี พ.ศ. ๒๕๖๘
เบื้องหลังความสำเร็จ: พลังขับเคลื่อนจากนักออกแบบและภาคประชาสังคม
ความสำเร็จของสวนเหล่านี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายฝ่าย นำโดยภูมิสถาปนิกชั้นนำจากบริษัท LANDPROCESS, เครือข่าย Porous City Network และผู้กำหนดนโยบายด้านการวิจัยจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ โดยหัวหน้าหน่วยวิจัยด้านนโยบายเมืองได้ชี้ให้เห็นว่า “หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่การพยายามกำจัดน้ำออกจากเมืองให้เร็วที่สุด แต่อยู่ที่การเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ ทุกโครงการพัฒนาเมืองใหม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ให้น้ำ ไม่เช่นนั้นปัญหาก็จะวนกลับมาไม่รู้จบ”
ขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสิ่งแวดล้อมของ IUCN ประเทศไทย ได้อธิบายเสริมว่า “การขยายตัวของถนนและสิ่งปลูกสร้างที่ปิดทับหน้าดินจนน้ำซึมผ่านไม่ได้ ประกอบกับนโยบายที่มุ่งเน้นเพียงการระบายน้ำลงท่อและแม่น้ำอย่างรวดเร็ว คือต้นตอที่ทำให้กรุงเทพฯ เผชิญปัญหาน้ำท่วมรุนแรง” การนำแนวทางที่อิงธรรมชาติมาใช้ เช่น การสร้างพื้นที่ชุ่มน้ำ สวนซับน้ำ หรือคูน้ำชีวภาพ จะช่วยชะลอน้ำ ฟื้นฟูวงจรน้ำตามธรรมชาติ และยังสามารถปรับใช้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจของชุมชนได้อีกด้วย
จากศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาเมืองสมัยใหม่
แนวคิดสวนฟองน้ำในเอเชียส่วนหนึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย โดยโครงการสวนสาธารณะบางแห่งได้น้อมนำแนวคิด “แก้มลิง” อันเป็นโครงการตามพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาประยุกต์ใช้ เพื่อกักเก็บน้ำในช่วงที่ฝนตกหนักและสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็น นับเป็นภูมิปัญญาที่หยั่งรากลึกซึ่งเชื่อมโยงอดีตเข้ากับอนาคตของเมืองที่ต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บทเรียนจากไทยบนเวทีโลก
กรุงเทพฯ ได้รับการยกย่องจากแวดวงวิชาการและองค์กรระหว่างประเทศให้เป็นหนึ่งในเมืองต้นแบบด้านเมืองฟองน้ำ (Sponge City) เคียงข้างกับหลายเมืองในประเทศจีน หรือโครงการ “Room for the River” ของเนเธอร์แลนด์ แต่สิ่งที่ทำให้แนวทางของไทยโดดเด่นคือการเน้นความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศที่ใกล้เคียงธรรมชาติ ซึ่งแตกต่างจากแนวทางของโลกตะวันตกที่มักเน้นสวนสวยงามที่จัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และเชื่อมโยงกับระบบบริหารจัดการน้ำดั้งเดิมของเมืองอย่างกลมกลืน (Thai-German Cooperation)
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าที่น่าพอใจ แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่ ผลการวิจัยล่าสุดในปี พ.ศ. ๒๕๖๗ พบว่าความเสี่ยงน้ำท่วมของกรุงเทพฯ มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในปี พ.ศ. ๒๕๗๖, ๒๕๘๖ และในอนาคต (ScienceDirect) ไม่ใช่เพียงเพราะสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังรวมถึงปัญหาแผ่นดินทรุด การขยายตัวของเมือง และพื้นที่ดาดแข็งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการงบประมาณมหาศาลและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
การมีส่วนร่วมของประชาชน: กุญแจสู่ความสำเร็จ
สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจในสังคมว่า การที่สวนฟองน้ำมีน้ำท่วมขังในบางครั้งนั้นคือ “ความสำเร็จ” ในการทำหน้าที่ ไม่ใช่ “ความล้มเหลว” ภูมิสถาปนิกผู้บุกเบิกแนวคิดสวนที่ปรับตัวได้ย้ำเสมอว่า สวนสาธารณะเป็นได้มากกว่าที่เดินเล่นพักผ่อน แต่มันคือโครงสร้างพื้นฐานที่มีชีวิต และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้เมืองทั้งเมืองมีความยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับอนาคต
ร่วมสร้างเมืองแห่งอนาคต: ทางเลือกของทุกคน
ผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาต่างเห็นตรงกันว่า การพัฒนาเมืองในอนาคตจำเป็นต้องสงวนพื้นที่เปิดโล่งที่น้ำสามารถซึมผ่านได้ไว้ให้เพียงพอ แทนที่จะพึ่งพาระบบท่อและรางคอนกรีตเพียงอย่างเดียว นักวางผังเมือง ผู้กำหนดนโยบาย และวิศวกรสิ่งแวดล้อม ต้องทำงานร่วมกันโดยนำข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ วงจรของน้ำ และคุณค่าของระบบนิเวศมาผนวกรวมไว้ในแผนพัฒนาเมือง เพื่อให้ไม่เพียงสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากอุทกภัย แต่ยังช่วยฟื้นฟูคุณภาพชีวิต ลดปัญหาเกาะความร้อน ลดมลพิษ และสร้างเมืองที่ปลอดภัยสำหรับทุกชีวิต (Thai-German Cooperation)
สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ วิกฤตที่กรุงเทพฯ กำลังเผชิญในวันนี้ จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศไทยและในภูมิภาคเขตร้อนในไม่ช้า ปัญหาน้ำท่วมจะเกิดบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ประชาชน หรือนักออกแบบ เราจะสามารถสร้างเมืองที่ไม่เพียงแต่แข็งแกร่ง แต่ยังน่าอยู่ ร่มรื่น และเป็นธรรมสำหรับทุกคน
สำหรับคนไทยทุกคน บทเรียนจากสวนฟองน้ำคือสิ่งที่เราสามารถลงมือทำได้ทันที ตั้งแต่การร่วมผลักดันให้ชุมชนของตนเองมีพื้นที่สีเขียวที่รองรับน้ำได้ การเรียกร้องให้ผังเมืองใหม่คำนึงถึงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และอาสาปลูกต้นไม้เพื่อเมืองของเรา เพราะการปกป้องอนาคตของเมือง เริ่มต้นได้จากการดูแล “ปอดที่มีชีวิต” แห่งนี้ และในวันที่แผ่นดินยังคงทรุดตัว “เมืองฟองน้ำ” คือคำตอบที่จะพาเราก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่เมืองคอนกรีตอีกต่อไป
แหล่งข้อมูล: