ในหลายครอบครัวไทยที่มีลูกหลายคนและอายุห่างกันมาก กำลังเกิดปรากฏการณ์ที่น่ากังวลขึ้น นั่นคือภาวะที่ “ลูกวัยรุ่น” ต้องรับบทบาทดูแลน้องเล็กจนแทบจะกลายเป็นพ่อแม่คนที่สอง โดยเฉพาะกับน้องๆ ที่ยังเป็นเด็กเล็กหรืออยู่ในวัยเตาะแตะ ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งจากพอดแคสต์ชื่อดังในต่างประเทศ “Care and Feeding” ซึ่งหยิบยกกรณีของครอบครัวหนึ่งที่ปล่อยให้ลูกวัยรุ่นสองคนคอยดูแลและควบคุมน้องวัย 4 ขวบอย่างเข้มงวดจนดูเหมือนเป็นผู้ปกครองเสียเอง ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การที่เส้นแบ่งระหว่างความเป็นพี่และความเป็นพ่อแม่เลือนลางลง หรือที่เรียกว่า “Parentification” อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อเด็กและวัยรุ่นได้ และกำลังเป็นปัญหาที่พบเห็นได้บ่อยขึ้นในสังคมไทย (slate.com)
การที่พี่คนโตต้องทำหน้าที่เกินกว่าบทบาท “พี่” จนกลายเป็นเสมือนพ่อแม่คนหนึ่ง มักเกิดขึ้นในครอบครัวที่ลูกแต่ละคนอายุห่างกัน หรือพ่อแม่มีภาระการงานรัดตัวจนไม่มีเวลาดูแลลูกเล็กได้อย่างเต็มที่ งานวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health) สรุปว่า แม้สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจะเป็นสิ่งสำคัญและส่งผลดีต่อกัน แต่หากบทบาทนั้นล้ำเส้นเกินพัฒนาการตามวัย ก็อาจนำไปสู่ปัญหาภายในครอบครัวได้ (pmc.ncbi.nlm.nih.gov)
ในบริบทของสังคมไทย การที่พี่ช่วยเลี้ยงน้องหรือการที่คนหลายวัยในบ้านช่วยกันดูแลเด็กๆ ถือเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อใดที่พี่วัยรุ่นเริ่มเป็นคนวางกฎเกณฑ์ ควบคุมวินัย หรือกระทั่งต้องคอยเป็นที่ปรึกษาทางอารมณ์ให้น้อง หรือเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยปัญหาให้พ่อแม่ นักจิตวิทยาถือว่านี่คือการข้ามเส้นที่เหมาะสม วิกิพีเดียอธิบายคำว่า “Parentification” ว่าเป็นภาวะที่เด็กต้องมารับผิดชอบหน้าที่ของผู้ใหญ่ในบ้าน ซึ่งบางอย่างอาจเหมาะสมกับวัย แต่เมื่อต้องมารับภาระทางอารมณ์ เช่น การสั่งสอน ดุว่า หรือแก้ปัญหาครอบครัวแทนผู้ใหญ่ อาจกลายเป็นภาวะที่ส่งผลเสียต่อเด็กทั้งสองฝ่าย (Wikipedia: Parentification)
งานวิจัยพบว่า การที่ลูกคนโตช่วยงานบ้านหรือดูแลความปลอดภัยให้น้อง (instrumental parentification) อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ขึ้นอยู่กับปริมาณงาน ความสมัครใจ และการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ แต่หากลูกต้องกลายเป็นผู้คุมกฎหรือต้องคอยแบกรับอารมณ์ของคนในครอบครัว (emotional parentification) อาจสร้างความเครียด ความคับข้องใจ หรือความสับสนให้ตัวเด็กเอง และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องได้ ข้อมูลจาก The New York Times ชี้ชัดว่า แม้พี่น้องจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของกันและกันอย่างลึกซึ้ง แต่หากบทบาทที่ได้รับไม่เหมาะสม ก็อาจนำไปสู่ความขัดแย้งและปัญหาระยะยาวได้ (nytimes.com)
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ปกครองควรขีดเส้นแบ่งบทบาทให้ชัดเจน ไม่ควรปล่อยให้ลูกวัยรุ่นกลายเป็น “พ่อแม่สำรอง” อย่างเต็มรูปแบบ แต่ควรส่งเสริมให้เป็น “พี่ใหญ่” ที่คอยช่วยเหลือและเป็นแบบอย่างที่ดีมากกว่า นักบำบัดครอบครัวท่านหนึ่งอธิบายว่า “หากปล่อยให้ลูกวัยรุ่นเป็นคนคุมวินัยน้อง พวกเขาอาจสูญเสียประสบการณ์การเป็นพี่น้องแบบปกติ ซึ่งส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว พ่อแม่จึงต้องใส่ใจและกำหนดขอบเขตให้เหมาะสม ไม่ควรมอบอำนาจเด็ดขาดในการปกครองน้องให้พี่คนโต”
ในสังคมไทยที่คนต่างวัยต้องพึ่งพากันดูแล ช่วงเวลาที่ผู้ใหญ่ไม่ว่างหรือพี่ต้องรับบทบาทคุมน้องแทนพ่อแม่ มักพบได้ในครอบครัวขยายหรือบ้านที่พ่อแม่ต้องทำงานนอกบ้าน ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบายว่า “ครอบครัวไทยจำนวนมากพึ่งพาระบบดูแลกันเอง แต่หากการช่วยเหลือกลายเป็นภาระหนักหรือต้องแบกรับอารมณ์แทนคนในครอบครัว อาจสร้างผลเสียระยะยาวได้ สิ่งสำคัญคือการเปิดใจสื่อสารและอธิบายให้ชัดเจนว่าทำไมหน้าที่อบรมสั่งสอนหรือลงโทษน้องควรเป็นของผู้ปกครองเท่านั้น”
ครอบครัวยุคใหม่ในไทยเองก็เผชิญแรงกดดันจากกระแสโลกเช่นกัน ล่าสุด งานวิจัยระดับนานาชาติปี ๒๕๖๘ ที่ถูกกล่าวถึงใน The Guardian พบว่า เมื่อพี่ต้องแบกรับภาระมากเกินไป ทั้งตัวพี่และน้องอาจรู้สึกไม่มั่นคงและมีความวิตกกังวลสูงขึ้น (theguardian.com) นักจิตวิทยาไทยหลายท่านจึงเสนอให้ผู้ปกครองกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน และมองว่าการช่วยเหลือกันเป็นหน้าที่ร่วมกันของทุกคนในครอบครัว ไม่ใช่การมุ่งเน้นลำดับชั้นจนเกินพอดี
ขณะเดียวกัน กระแสในโซเชียลมีเดียเริ่มสะท้อนประสบการณ์ของวัยรุ่นไทยมากขึ้น มีกระทู้และโพสต์จากวัยรุ่นที่ออกมาปฏิเสธการ “เลี้ยงน้อง” หรือบทบาทผู้ดูแล พร้อมระบุว่า “หนูไม่ใช่พ่อแม่!” ซึ่งสะท้อนว่าความเข้าใจเรื่องขอบเขตของบทบาทกำลังเป็นที่พูดถึงในสังคมไทยมากขึ้น ในต่างประเทศมีบางกรณีที่ภาวะ “parentification” ขั้นรุนแรงถูกจัดว่าเป็นภัยต่อเด็กและมีกฎหมายคุ้มครอง จึงเกิดการถกเถียงในสังคมไทยถึงแนวทางการเลี้ยงดูที่เหมาะสม สิทธิเด็ก และจิตวิทยาพัฒนาการ (newsweek.com)
ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า ผู้ปกครองไทยควรเน้นแนวทาง “ช่วยกันในบ้าน แต่ไม่ล้ำเส้นบทบาท” โดยจัดสรรงานบ้านอย่างเหมาะสม ให้ทุกคนช่วยเหลือกันด้วยความเต็มใจ กล่าวขอบคุณลูกเสมอ และพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ร่วมกันโดยไม่ผลักภาระการควบคุมน้องหรือการตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆ ให้วัยรุ่นต้องรับผิดชอบ งานวิชาการยังชี้ว่า หากแบ่งหน้าที่ด้วยความเข้าใจ จะช่วยสร้างความเห็นอกเห็นใจ ความมั่นใจ และทักษะชีวิตที่ดี แต่ต้องไม่ไปถึงขั้นให้ลูกแบกรับภาระทางอารมณ์ที่เกินวัย วัฒนธรรมไทยเดิมที่เน้นความสัมพันธ์แบบ “พี่ใหญ่น้องเล็ก” ซึ่งมีความผูกพันและเคารพซึ่งกันและกัน สามารถนำมาปรับใช้เพื่อสร้างสายใยที่ดีได้โดยไม่ต้องสร้างการแข่งขันหรือความสับสนในบทบาท
สำหรับครอบครัวที่กังวลกับปัญหานี้ ข้อเสนอแนะเบื้องต้นคือ จัดประชุมครอบครัวเป็นประจำเพื่อกำหนดบทบาทหน้าที่ พูดคุยกับลูกตรงๆ ถึงสิ่งที่ต้องการให้ช่วย และย้ำเสมอว่าการอบรมสั่งสอน การลงโทษ หรือการตัดสินใจที่สำคัญเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่เท่านั้น หากพบว่ามีแนวโน้มที่ลูกคนโตกำลังจะกลายเป็นพ่อแม่คนที่สอง อาจปรึกษาครูที่ปรึกษาที่โรงเรียน หน่วยงานด้านสวัสดิภาพเด็ก หรือนักจิตวิทยา โดยให้ความสำคัญทั้งต่อพัฒนาการของลูกคนเล็กและอิสรภาพของลูกวัยรุ่น เพื่อให้บ้านเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและมีความสมดุลระหว่างการพึ่งพาอาศัยและขอบเขตความรับผิดชอบที่เหมาะสม
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถศึกษาคำแนะนำจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หรือปรึกษานักจิตวิทยาเด็กในโรงพยาบาลใกล้บ้าน การรักษาขอบเขตในครอบครัวขยายหรือบ้านที่มีคนหลายรุ่นอยู่ร่วมกันเป็นเรื่องท้าทาย แต่ความตระหนักรู้ การสื่อสารที่ดี และความเป็นผู้นำของผู้ปกครองจะช่วยให้ทุกคนในบ้านก้าวผ่านปัญหายุคใหม่นี้ไปได้อย่างสร้างสรรค์