บทสัมภาษณ์พิเศษกับวิศวกรซอฟต์แวร์จาก Google เผยเคล็ดลับสำคัญสำหรับน้อง ๆ นิสิตสายคอมพิวเตอร์ทั้งในไทยและทั่วโลก โดยย้ำว่า “การเริ่มฝึกงานตั้งแต่ปี 1 หรือปี 2” คือก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่การทำงานกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก วิศวกรรายนี้เคยผ่านการฝึกงานกับ Google สองปีซ้อนก่อนจะได้รับข้อเสนอให้ทำงานประจำ เขาชี้ว่าโปรแกรมฝึกงานสำหรับเด็กปีแรก ๆ นั้นเกณฑ์ยังไม่โหดเท่าไร จึงนับเป็นโอกาสทองสำหรับนิสิตที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันในตลาดงานสายเทคโนโลยีที่สูงขึ้นทุกวัน (Business Insider)
สำหรับนักศึกษาไทย การได้ร่วมงานกับบริษัทระดับโลกอย่าง Google อาจฟังดูไกลเกินเอื้อม ยิ่งในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทจนตำแหน่งงานเขียนโค้ดบางส่วนลดลง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดชี้ว่า การเข้าร่วมโปรแกรมฝึกงานสำหรับนักศึกษาปี 1 หรือปี 2 ซึ่งข้อสอบสัมภาษณ์มักจะง่ายกว่าและเน้นให้โอกาสคนหน้าใหม่ จะช่วยเปิดทางให้นิสิตได้เปรียบอย่างมาก วิศวกรคนดังกล่าวอธิบายว่า ในโปรแกรมสำหรับเด็กปีน้อย ๆ นั้น “เกณฑ์การคัดเลือกจะผ่อนปรนกว่ามาก เช่น อาจเจอโจทย์ LeetCode แค่ระดับง่าย ไม่ใช่ระดับกลาง” (LeetCode คือแพลตฟอร์มฝึกเขียนโค้ดยอดนิยมที่เด็กวิทย์คอมฯ ไทยรู้จักกันดี)
แนวทางนี้สอดรับกับเทรนด์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำในไทย ไม่ว่าจะเป็นจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ หรือสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ที่ต่างก็ผลักดันเรื่องการฝึกงานและความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมให้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตร แต่ในวันที่การแข่งขันเพื่อเข้าบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ทวีความรุนแรงขึ้นหลังยุคโควิด-19 การมีแค่เกรดสวย ๆ อาจไม่เพียงพอ วิศวกรจาก Google ยังเน้นให้ “วางแผนและติดตามการสมัครฝึกงานอย่างเป็นระบบ” แทนที่จะสมัครแบบเหวี่ยงแห การจดบันทึกและติดตามผลในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้เตรียมตัวสัมภาษณ์ได้ตรงจุดมากขึ้น ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะมากสำหรับนักศึกษาไทยที่ต้องแบ่งเวลาทั้งเรื่องเรียนและกิจกรรม
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จคือการมีคนแนะนำหรือ ‘Referral’ จากบทสัมภาษณ์พบว่า วิศวกรรายนี้ได้คนรู้จักใน Google ช่วยแนะนำ ทำให้เขาได้สัมภาษณ์งานอย่างรวดเร็ว “พยายามทำตัวให้โดดเด่นและน่าจดจำที่สุดตอนสมัครฝึกงาน” สำหรับนักศึกษาไทย ประเด็นนี้สะท้อนความสำคัญของการสร้างคอนเน็กชัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครือข่ายศิษย์เก่า การเข้าร่วมโครงการกับบริษัทต่าง ๆ หรือการลงแข่งแฮกกาธอนและกิจกรรมของชมรมเทคโนโลยีในประเทศ
ในกรณีที่ยังหาที่ฝึกงานกับบริษัทไม่ได้ วิศวกร Google แนะนำให้หันมาพัฒนาทักษะผ่านการทำโปรเจกต์ส่วนตัว เพื่อสร้างโปรไฟล์ให้แข็งแกร่ง “วิธีเรียนรู้พื้นฐานวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดคือการลงมือทำด้วยตัวเอง” คำแนะนำนี้สอดคล้องกับแนวทางของคณาจารย์จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ส่งเสริมให้นักศึกษาทำโปรเจกต์แนว “เมกเกอร์” และเข้าร่วมโครงการโอเพนซอร์สเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์จริง ยิ่งในปัจจุบันที่คอร์สเรียนออนไลน์ด้านโค้ดดิ้ง, AI และคลาวด์คอมพิวติ้งเข้าถึงง่ายขึ้น คำแนะนำนี้จึงยิ่งนำไปปรับใช้ได้จริง
นอกจากนี้ เขายังเน้นว่าเมื่อได้โอกาสเข้าไปฝึกงานหรือทำงานแล้ว การมีความรู้สึกเป็นเจ้าของงาน (Ownership) และกล้าที่จะลองผิดลองถูกด้วยตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะจะทำให้เราเรียนรู้ภาพรวมของงาน และเมื่อเก่งขึ้นแล้วก็สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ หลักการนี้ยังเชื่อมโยงกับแนวคิดการพึ่งพาตนเองและการเรียนรู้เพื่อปรับตัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาไทย
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญไทย อาจารย์อาวุโสด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เสริมว่า “นักศึกษาไทยยังใช้ประโยชน์จากการฝึกงานและการสร้างคอนเน็กชันกันไม่เต็มที่นัก” ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในยุคที่ตลาดแรงงานสายเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คนที่กล้าคิดนอกกรอบ สนใจหาประสบการณ์นอกห้องเรียนตั้งแต่เนิ่น ๆ และบริหารเส้นทางอาชีพของตัวเอง ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า
ที่ผ่านมา บัณฑิตสายคอมพิวเตอร์ของไทยยังคงเจอกับความท้าทายในการเข้าไปทำงานกับบริษัทเทคฯ ระดับโลก หรือแม้แต่การแข่งขันในบริษัทชั้นนำของไทยเองก็มีอุปสรรคหลายด้าน ทั้งข้อจำกัดทางภาษา ความไม่คุ้นเคยกับมาตรฐานการสัมภาษณ์ระดับสากล และโอกาสในการเข้าถึงคำแนะนำดี ๆ บทสัมภาษณ์นี้จึงตอกย้ำว่าการลงมือทำคือจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางตลาดแรงงานที่ผันผวนทั้งจากการเลย์ออฟและการเข้ามาของระบบอัตโนมัติ
ในอนาคต เทรนด์การฝึกงานทางไกลและการเปิดรับพนักงานจากทั่วโลกของบริษัทเทคโนโลยี ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายสำหรับนักศึกษาไทย แม้ระยะทางจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป แต่ก็หมายถึงการแข่งขันที่ต้องสู้กับผู้สมัครจากทั่วโลก ข้อมูลจาก JobsDB ประเทศไทย ชี้ว่านักศึกษาไทยเริ่มมองหางานฝึกงานและงานทางไกลมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จักโปรแกรม ‘Pipeline’ ที่ปูทางสำหรับนักศึกษาปี 1 และปี 2 ซึ่งบริษัทใหญ่ ๆ ให้การสนับสนุน (JobsDB ประเทศไทย)
เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเอง นักศึกษาไทยควร:
- เริ่มมองหาโปรแกรมฝึกงานสำหรับนักศึกษาปี 1-2 จากศูนย์แนะแนวของมหาวิทยาลัย กลุ่มบนโซเชียลมีเดีย และงานอีเวนต์สายเทคฯ ในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น
- ทำลิสต์และติดตามสถานะการสมัครงานอย่างเป็นระบบ เช่น การใช้เครื่องมือออนไลน์หรือสเปรดชีต
- เน้นทำความเข้าใจแก่นของวิทยาการคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่แค่ท่องจำคำตอบไปสัมภาษณ์
- สร้างคอนเน็กชันกับรุ่นพี่ศิษย์เก่าและคนในวงการเพื่อขอคำแนะนำหรือให้ช่วยแนะนำ
- สร้างแฟ้มผลงาน (Portfolio) ด้วยโปรเจกต์ส่วนตัว เช่น ฝึกเขียนโค้ดและร่วมพัฒนาโปรแกรมโอเพนซอร์ส
- หาความรู้เพิ่มเติมจากคอร์สออนไลน์ฟรีหรือราคาไม่แพง เพื่อเสริมทั้งทักษะด้านเทคนิคและทักษะการเข้าสังคม
สำหรับผู้ปกครองและคณาจารย์ ข้อความสำคัญคือการ “สนับสนุนให้นักศึกษาเริ่มหาประสบการณ์ตั้งแต่เนิ่น ๆ” และช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อให้พวกเขาได้สร้างเครือข่ายและเรียนรู้จากประสบการณ์จริงนอกตำราเรียน
แม้เส้นทางอาชีพสายคอมฯ ในยุคนี้จะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่วิศวกรของ Google ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ การไขว่คว้าโอกาสฝึกงาน การหมั่นพัฒนาทักษะ และการขยายเครือข่าย คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในโลกเทคโนโลยี ดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหางานสายเทคฯ ในไทยให้ความเห็นว่า “เศรษฐกิจดิจิทัลของไทยกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่นักศึกษาต้องกล้าเปิดโลก เรียนรู้ และปรับตัวให้ทัน ยิ่งเริ่มเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น”
ผู้ปกครอง นักศึกษา และสถาบันการศึกษาควรร่วมกันปรับมุมมองใหม่ โดยไม่ต้องรอให้ถึงปีสุดท้ายหรือเรียนจบ แต่ควร ‘เริ่มตั้งแต่วันนี้’ เพื่อปูทางสู่อนาคตในโลกเทคโนโลยี
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์การสมัครงานและเคล็ดลับการพัฒนาทักษะสำหรับงานสายเทคโนโลยีได้ที่ บทความต้นฉบับจาก Business Insider