อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนทั่วโลกกำลังจะเติบโตแบบก้าวกระโดด แตะมูลค่าสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2040 จากรายงานล่าสุดของ Boston Consulting Group (BCG) ที่คาดการณ์ถึงยุคใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยโอกาสและความท้าทายสำหรับสายการบิน โรงแรม และผู้ประกอบการทัวร์ทั่วโลก รายงานระบุว่ามูลค่าตลาดจะพุ่งทะยานจาก 5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร แรงจูงใจในการเดินทางรูปแบบใหม่ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทในทุกขั้นตอน สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยวในเอเชีย รายงานชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศชี้ทางสู่สมรภูมิท่องเที่ยวโลกยุคใหม่

เทรนด์เปลี่ยน โลกปรับ ธุรกิจท่องเที่ยวไทยต้องตามให้ทัน

การท่องเที่ยวคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน โดยเคยสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 20% ของ GDP ในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 และยังเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต (ข้อมูลจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) แต่ภาพจำของการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ ที่เน้นดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยแพ็กเกจทัวร์สู่ชายหาดยอดนิยม กำลังจะถูกท้าทายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในอีก 15 ปีข้างหน้า เทรนด์ใหม่จะให้น้ำหนักกับการเดินทางในประเทศและภายในภูมิภาคมากขึ้น ประกอบกับความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะตัว รวมถึงเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง ตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจไปจนถึงการจองทริป

จากการวิจัยพฤติกรรมนักเดินทางทั่วโลกที่ทำต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ และผลสำรวจ “นักเดินทางแห่งอนาคต” ใน 11 ตลาดหลัก BCG ชี้ให้เห็นเสาหลักใหม่ของการเติบโต นั่นคือการขยายตัวของชนชั้นกลางในประเทศเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งส่งผลให้ความต้องการเที่ยวในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อนบ้านพุ่งสูงขึ้น ในปี 2024 ค่าใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อนทั่วโลกราว 4.1 ล้านล้านดอลลาร์มาจากการเดินทางในประเทศ หรือคิดเป็นการเข้าพักเกือบ 13,000 ล้านคืน BCG คาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มเป็น 11.7 ล้านล้านดอลลาร์ และเกือบ 18,000 ล้านคืนในปี 2040 ขณะที่การเดินทางในภูมิภาค เช่น ภายในอาเซียน จะเติบโตขึ้น 3 เท่าเป็นกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ และการท่องเที่ยวระหว่างประเทศก็คาดว่าจะขยายตัวกว่า 3 เท่าเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์เช่นกัน

ไทยในฐานะฮับการเดินทางแห่งภูมิภาค

ไทยมีที่ตั้งเป็นศูนย์กลางทั้งในแง่จุดแวะพักและจุดหมายปลายทางในภูมิภาค งานวิจัยของ BCG ชี้ว่า “การท่องเที่ยวในประเทศยังคงเป็นสัดส่วนหลัก โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่” เมื่อคนไทยมีกำลังซื้อและเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ความต้องการออกไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อาหาร เชิงอนุรักษ์ หรือวัฒนธรรม ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในจีน อินเดีย และเวียดนาม BCG เน้นย้ำว่า “นักท่องเที่ยวสมัยใหม่ต้องการประสบการณ์ที่เฉพาะเจาะจงและมีเป้าหมายชัดเจน” เทรนด์นี้ผลักดันให้ธุรกิจที่พักเพื่อสุขภาพ เวิร์กช็อปดูแลกายใจ ทริปล่าของอร่อย หรือกิจกรรมวัฒนธรรมเฉพาะทางเติบโตขึ้นมาแทนที่ทัวร์แบบเหมาโหล

นักเดินทางหน้าใหม่: คนรุ่นใหม่-เที่ยวใกล้บ้าน-มองหาประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

ภาพของนักท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มชาวตะวันตกหรือญี่ปุ่นอีกต่อไป แต่คลื่นลูกใหม่คือนักเดินทางจากในภูมิภาคและคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ในจีนและอินเดีย ผลสำรวจของ BCG พบว่า “คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มจะเดินทางบ่อยกว่าคนรุ่นก่อนถึง 4-26%” คนกลุ่มนี้ยัง “ใช้ชีวิตติดสมาร์ทโฟน มีความตระหนักรู้ทางสังคม และเคลื่อนไหวบนโลกออนไลน์สูง” คุณสมบัติเหล่านี้บีบให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับกลยุทธ์ ทั้งการพัฒนาโปรแกรม กิจกรรม และช่องทางการสื่อสารการตลาด

อีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ “การเดินทางแบบหลายรุ่นและกลุ่มผสม” ซึ่งขยายตัวตามไลฟ์สไตล์ที่ยืดหยุ่นทั้งเรื่องงานและโครงสร้างครอบครัว สังคมไทยซึ่งคุ้นเคยกับการไปเที่ยวเป็นกลุ่มใหญ่ การรวมญาติในเทศกาลสำคัญ หรือกิจกรรมทัศนศึกษา จึงมีทั้งความท้าทายและโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่เดิมและเชื่อมโยงเข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น

ขณะที่ “การท่องเที่ยวคนเดียว” ซึ่งเคยเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม ก็เติบโตอย่างรวดเร็วในหมู่วัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการสำรวจเมืองใหญ่หรือวัฒนธรรมเฉพาะทางมากกว่าการไปพักผ่อนริมทะเล ผลสำรวจของ BCG ระบุว่า 18-39% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกในปัจจุบันเดินทางคนเดียว และกลุ่มประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุด

BCG ยังได้แบ่งนักท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อนออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่เน้นการผ่อนคลายและความปลอดภัย กลุ่มที่เน้นความคุ้มค่า และกลุ่มที่น่าจับตาที่สุดคือกลุ่ม “ไม่ประนีประนอม” ซึ่งเป็นนักเดินทางรุ่นใหม่ อาศัยในเมือง มีรายได้ดี และต้องการทุกอย่างในทริปเดียว ทั้งการพักผ่อน การผจญภัย ประสบการณ์ระดับพรีเมียม และความยั่งยืน กลุ่มนี้ถือเป็นตลาดที่ท้าทายแต่สร้างรายได้สูงสำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

เทคโนโลยีดิจิทัล: ตัวเปลี่ยนเกมท่องเที่ยวทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือการปฏิวัติดิจิทัล “การจองผ่านมือถือ ซูเปอร์แอป และโซเชียลคอมเมิร์ซ กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว” BCG ระบุ การมาถึงของ AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini กำลังเปลี่ยนกระบวนการวางแผนการเดินทาง ตั้งแต่การค้นหาแรงบันดาลใจ เปรียบเทียบข้อมูล ไปจนถึงการจองจริง BCG เตือนว่า “การค้นหาข้อมูลด้วย Generative AI อาจทำให้บริษัทท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมต้องสั่นสะเทือน” เพราะนักเดินทางอาจข้ามแพลตฟอร์มจองทริปที่คุ้นเคยไปพึ่งพาผู้ช่วย AI ส่วนตัวแทน บริษัทที่จะอยู่รอดในอนาคตจึงต้องผสมผสาน “ความง่ายของ AI เข้ากับบริการที่ปรับให้เข้ากับความต้องการเฉพาะบุคคล วัฒนธรรม และเชื่อมโยงประสบการณ์ออนไลน์กับออฟไลน์” โดยยังคงเสน่ห์และไมตรีจิตแบบไทยเอาไว้

กลยุทธ์การตลาดจุดหมายปลายทาง: เทคโนโลยีและแรงบันดาลใจใหม่

ตัวอย่างในกาตาร์และซาอุดีอาระเบียกับโครงการ Qiddiya แสดงให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อินฟลูเอนเซอร์ และแอปพลิเคชัน AI เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ด้วยฟีเจอร์อย่างการพรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวด้วย AR/VR ผู้ช่วย AI ส่วนตัว และการให้คำแนะนำที่ออกแบบมาเพื่อแต่ละบุคคล กลยุทธ์เหล่านี้เป็นแนวทางให้ไทยสามารถรีเฟรชภาพลักษณ์และเข้าถึงนักเดินทางในภูมิภาคที่มีกำลังซื้อสูงได้ BCG แนะนำว่า “บริษัทท่องเที่ยวควรลงทุนเพื่อทำความเข้าใจความต้องการของนักเดินทางในเชิงลึกและตอบสนองได้อย่างตรงจุด”

จุดแข็งและโจทย์ใหญ่สำหรับประเทศไทย

ไทยมีจุดแข็งด้านอาหารที่โด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งสอดรับกับเทรนด์ “ท่องเที่ยวเชิงอาหาร” ที่ BCG ระบุว่ากำลังมาแรง “การท่องเที่ยวสายกินกำลังบูม โดยเฉพาะในเอเชีย นักท่องเที่ยวจากจีน เวียดนาม และอินโดนีเซีย จัดให้อาหารเป็นแรงจูงใจอันดับต้นๆ” ตลาดเวิร์กช็อปทำอาหาร ร้านอาหารพื้นเมือง และเทศกาลอาหารท้องถิ่นจึงมีโอกาสเติบโตอีกมาก หากมีการส่งเสริมและพัฒนาระบบการจองออนไลน์ที่ใช้งานง่าย

การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและจิตวิญญาณก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางเด่นของการท่องเที่ยวไทย เช่น รีทรีตโยคะ ศูนย์ปฏิบัติธรรม หรือการเข้าพักในวัด BCG ชี้ว่าตลาดนี้จะเติบโตขึ้นอีกมาก เพราะนักเดินทางยุคใหม่ต้องการอะไรที่มากกว่าแค่การพักผ่อน โอกาสจึงอยู่ที่การต่อยอดประสบการณ์เหล่านี้ ปรับบริการให้โดนใจทั้งนักท่องเที่ยวไทย กลุ่มอาเซียน และตลาดโลก พร้อมสร้างความสะดวกสบายในการจองผ่านช่องทางดิจิทัล

อย่างไรก็ดี ความคาดหวังและมาตรฐานใหม่ๆ ก็สูงขึ้นเช่นกัน นักเดินทางต้องการ “ประสบการณ์ที่ออกแบบมาเพื่อตัวเองโดยเฉพาะ มี AI ช่วยแนะนำ วางแผนทริปได้ยืดหยุ่น และจองง่ายแบบเรียลไทม์” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษา อาหาร ความสะดวกสบาย หรือวัฒนธรรม BCG ย้ำว่า “จุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์วัฒนธรรมของผู้มาเยือน จะได้รับความนิยมมากขึ้น” เช่น การมีเมนูภาษาจีนกลางหรือฮินดี แอปแปลภาษาอัตโนมัติ หรือการออกแบบการเดินทางและกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความเชื่อทางศาสนาหรือรูปแบบครอบครัวที่แตกต่างกัน

Hybrid Traveler: เทรนด์ “บลีเชอร์” ผสมงานกับพักผ่อนมาแรงในเอเชีย

อีกเทรนด์สำคัญที่น่าจับตามองคือ “บลีเชอร์” (Bleisure) หรือการผสมผสานการเดินทางเพื่อธุรกิจเข้ากับการพักผ่อน ซึ่งกำลังได้รับความนิยมสูงในหมู่นักธุรกิจ ผู้เข้าร่วมประชุม กลุ่มแรงงานที่ทำงานยืดหยุ่น และคนทำงานทางไกล โดยเฉพาะจากจีนและอินเดีย ขณะที่ตลาดดั้งเดิมอย่างอเมริกา อังกฤษ และเยอรมนี มีสัดส่วนเพียง 15-30% แต่ในเอเชียกลับพุ่งสูงเกิน 70% ความต้องการพื้นที่ Co-working space อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือแพ็กเกจประชุมพ่วงการพักผ่อนจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

คู่มือปรับทัพของผู้ประกอบการไทย

รายงานของ BCG ได้เสนอแนวทางปฏิบัติสำหรับภาครัฐ ท่าอากาศยาน โรงแรม และสายการบินของไทย

  • ปรับเส้นทางบินและเครือข่ายให้ครอบคลุม เพื่อรุกตลาดเมืองรองในภูมิภาค
  • ลงทุนเพิ่มความยืดหยุ่นของฝูงบิน รูปแบบบริการ และใช้ AI เพื่อปรับแต่งประสบการณ์ของลูกค้า
  • สร้างระบบสะสมคะแนนและสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ทั้งกลุ่มครอบครัว คนเดินทางคนเดียว และกลุ่มผสม
  • ปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลของเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เพื่อให้แพลตฟอร์ม AI ค้นหาเจอได้ง่าย
  • ออกแบบโรงแรมให้มี Co-working space เมนูอาหารที่หลากหลาย และพื้นที่สำหรับคนหลายรุ่น
  • สร้างแคมเปญการตลาดร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน เช่น เส้นทางสายอาหาร การท่องเที่ยววัด หรือเวิร์กช็อปสุขภาพและจิตใจ
  • ใช้โซเชียลมีเดีย ข้อความส่วนตัว และอินฟลูเอนเซอร์ เพื่อทำการตลาดที่เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Boston Consulting Group)

ความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวัง

ปัจจัยด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เช่น มาตรการวีซ่า อัตราแลกเปลี่ยน และสถานการณ์ด้านสาธารณสุข ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อตลาดได้ตลอดเวลา BCG ยกตัวอย่างว่า “สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก มาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ หรือข้อจำกัดในการเข้าเมือง อาจส่งผลต่อการเดินทางได้” โดยรายงานชิ้นนี้ไม่ได้รวมปัจจัยที่ไม่แน่นอนเหล่านี้เข้ามาในการคาดการณ์ ซึ่งความผันผวนของตลาดนักท่องเที่ยวจีนขาออกเมื่อเร็วๆ นี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ในด้านวัฒนธรรม ชุมชนไทยมีศักยภาพสูงในการตอบโจทย์ “การท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน” ผ่านอัธยาศัยไมตรี องค์ความรู้ท้องถิ่น และกิจกรรมที่สามารถเปลี่ยนชีวิตนักเดินทางได้อย่างแท้จริง หากมีการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีให้กับช่างฝีมือไกด์ท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย ก็จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจในชนบทและตอบสนองความต้องการของตลาดใหม่ๆ ไปพร้อมกัน

เตรียมพร้อมสู่ยุค AI: โอกาสและการบ้านครั้งใหญ่

หาก AI เข้ามามีบทบาทในการวางแผนการเดินทางมากขึ้น ระบบการจองอาจเปลี่ยนจากแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของโลกไปสู่ช่องทางตรงและช่องทางเฉพาะกลุ่มที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการไทยทุกระดับจึงต้องเร่งยกระดับความพร้อม ทั้ง AI ในแอปพลิเคชัน แชตบอต ไปจนถึงระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกับพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและภาษาต่างประเทศให้กับบุคลากรในอุตสาหกรรม

ผู้กำหนดนโยบายและองค์กรด้านการท่องเที่ยวต้องคำนึงถึงการสร้างข้อเสนอที่ตอบโจทย์รายบุคคล ควบคู่ไปกับการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างมีความรับผิดชอบ เพราะเมื่อแพลตฟอร์มต่างๆ รู้จักลูกค้ามากขึ้น การรักษาความเป็นส่วนตัวและความไว้วางใจก็จะยิ่งทวีความสำคัญ

คนไทย…ชุบชีวิตท่องเที่ยวไทย

สำหรับคนไทยเอง ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะหันกลับมามองคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวใกล้ตัว เทรนด์การเที่ยวในประเทศและในภูมิภาคที่กำลังมาแรง เป็นเหมือนคำเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันสนับสนุนเมืองรอง เทศกาลท้องถิ่น แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผู้ประกอบการที่กำลังปรับตัวสู่โลกดิจิทัล เพื่อให้ทั้งคนไทยและนักเดินทางจากทั่วโลกได้สัมผัสเสน่ห์ของไทยในยุคใหม่

ข้อเสนอแนะสำหรับภาคการท่องเที่ยวไทย

  • ลงทุนด้านเทคโนโลยี: AI, เว็บไซต์-แอปพลิเคชันมือถือ, ระบบแชตหลายภาษา
  • ใส่ “ความเป็นไทย” ลงในประสบการณ์ แต่ปรับให้เหมาะกับนักเดินทางแต่ละกลุ่ม
  • สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าโดยตรงผ่านโปรแกรมสะสมแต้มและคอมมูนิตี้ออนไลน์
  • ทำการตลาดร่วมกับประเทศในอาเซียนหรือกลุ่มแม่น้ำโขงเพื่อรองรับตลาดในภูมิภาคเอเชีย
  • วางแผนรับมือความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสาธารณสุข

โอกาสทองมูลค่า 15 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขผลกำไรของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่เป็นสัญญาณให้ประเทศไทยต้องลุกขึ้นมาปรับตัวและพลิกโฉม ขับเคลื่อนด้วยความหลากหลาย เทคโนโลยี และประสบการณ์ที่เปี่ยมความหมาย กุญแจสู่ความสำเร็จอยู่ที่ความคล่องตัว ความคิดสร้างสรรค์ และการให้เกียรติต่อนวัตกรรมและรากเหง้าของความเป็นไทยไปพร้อมกัน